23/08/2026
🇹🇭🌊✈️ Transport Journal
16 - 31 สิงหาคม 2569
ตามที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนา Seaplane อย่างมาก เนื่องจากเป็นรูปแบบการเดินทางใหม่ที่จะเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การคมนาคม และการเชื่อมโยงพื้นที่ชายฝั่งกับหมู่เกาะสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลกของไทย
กสิณพจน์ รอดโค
'ไทย ซีเพลน' ปักธงสร้างอุตฯ การบินใหม่ ดัน General Aviation ไทย สู่ เศรษฐกิจท่องเที่ยว
โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ผ่านคณะกรรมการบูรณาการอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนการใช้อากาศยานขึ้นลงในน้ำ น้ำรอมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานและทำหน้าที่กำหนดแนวทางการดำเนิน งาน กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
โดยมอบหมายให้ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญ ด้านการให้บริการเดินอากาศ ร่วมศึกษาและวางแผนการจัดการห้วงอากาศ ออกแบบเส้นทางบิน และกระบวนการปฏิบัติงานร่วมกับสนามบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบินปลอดภัยมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อการจราจรทางอากาศที่มีอยู่เดิม
สำหรับพื้นที่นำร่อง กำหนดให้จังหวัดกระบี่และภูเก็ตเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเปิดให้บริการ โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างกัน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลสำคัญในอันดามัน คาดว่าจะบินปฐมฤกษ์จะเป็นเดินทางท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่-ท่าน้ำเกาะยาวใหญ่ เป็นเที่ยวบินปฐมฤกษ์ภายในเดือนตุลาคม 2569
ล่าสุด หนังสือพิมพ์ ทรานสปอร์ต เจอร์นัล มีโอกาสสัมภาษณ์ กสิณพจน์ รอดโค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย ซีเพลน จำกัด ที่เตรียมเปิดให้บริการ Seaplane ในประเทศไทย
จากนักบินสู่ผู้บริหาร วางรากฐาน General Aviation ไทย
กสิณพจน์ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางธุรกิจการบินรูปแบบใหม่ว่า แนวคิดของไทย ซีเพลน เกิดจากการมองเห็นช่องว่างสำคัญในอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย นั่นคือ การขาดแคลน General Aviation ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมการบินในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการบินเพื่อการเกษตร การบินตำรวจ การบินกู้ภัยข้ามชาติ หรือการบินท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
ทั้งนี้ ตนเริ่มต้นอาชีพในฐานะนักบินของบริษัทการบินไทย ตั้งแต่ปี 2557 ทำการบินเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777 หลังจบการศึกษาจากคณะพานิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนที่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 อยู่อุตสาหกรรมการบินทำโลกหยุดชะงัก จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้หันมาศึกษาและพัฒนาธุรกิจการบินเชิงลึก
โดยในช่วงโควิด-19 ทำให้เห็นภาพชัดว่า ประเทศไทยยังไม่มีฐาน General Aviation ที่แข็งแรง ทั้งที่จริงแล้วเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ ซึ่งจากมุมมองดังกล่าว จึงตัดสินใจตั้งหุ้นส่วนในบริษัท ไทย ซีเพลน เมื่อปี 2566 และเป็นวางยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด โดยตั้งเป้าสร้างระบบการบินนี้ไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ปักหมุดอันดามัน สร้างเครือข่ายการบินเชื่อมทะเล
กสิณพจน์ ให้ข้อมูลต่ออีกว่า การลงทุนในยุทธศาสตร์ใหม่ "ไทย ซีเพลน" เลือกพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันเป็นจุดเริ่มต้น โดยตั้งฐานปฏิบัติการที่จังหวัดกระบี่และภูเก็ต พร้อมจัดตั้งสำนักงานและเริ่มสำรวจเส้นทางบินอย่างเป็นระบบ โดยในระยะแรกบริษัทมุ่งพัฒนาเครือข่ายในพื้นที่กระบี่ พังงา ตรัง และจังหวัดภูเก็ต โดยพิจารณาจากความต้องการของตลาดและข้อจำกัดด้านลงทุน
เส้นทางนำร่อง ได้แก่ ภูเก็ต-พีพี และกระบี่-พีพี ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความต้องการเดินทางสูงและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันที
"เราไม่ได้มองซีเพลนเป็นแค่เครื่องมือรับส่งนักท่องเที่ยวให้เร็วขึ้น แต่เรามองถึงการสร้างเครือข่ายการเดินทางรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงจุดหมายต่าง ๆ และเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งแนวคิดนี้จะไปกักรวมถึงการพัฒนาเดินทางใหม่ในอนาคต เพื่อเปิดรับการกระจายรายได้สู่พื้นที่ท่องเที่ยวรอง และยกระดับศักยภาพการเดินทางของประเทศ" กสิณพจน์ กล่าว
ทั้งนี้ พื้นที่นำร่องที่บริษัทเลือก คือ บริเวณท่าเรือน้ำลึก จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากมีศักยภาพสูงในการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสนามบินภูเก็ตกับพื้นที่ตอนใต้ของเกาะ ซึ่งปัจจุบันใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมงโดยเฉพาะในช่วงการจราจรติดขัด แต่หากใช้ซีเพลนจะใช้เวลาบินเพียงประมาณ 15 นาที เท่านั้น
นอกจากนี้ พื้นที่ยังกล่าวถึงสามารถเชื่อมโยงกับตลาดนักท่องเที่ยวระดับบน ที่เดินทางมาด้วยเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) ซึ่งให้บริการอาคารผู้โดยสารเอกชนในสนามบินภูเก็ต นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะสามารถเดินทางต่อเจ็ตส่วนตัวมาลงเรือซีเพลนเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น
จังหวัดภูเก็ต โดยบริษัทเตรียมพัฒนาเน้นการเดินทางร่วมกับโรงแรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อให้บริการเชื่อมต่อแบบครบวงจร
คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งตรงกับฤดูกาลท่องเที่ยว
สำหรับในระยะแรกบริษัทจะเปิดให้บริการ 2 รูปแบบ ได้แก่ เที่ยวบินชมวิว (Sightseeing) และเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Private Charter) โดยได้เตรียมซีเพลนไว้ 2 เส้นทาง คือ ท่าเรือน้ำลึก-หาดกะรน/หาดกะตะ-หาดใหญ่-กล่ำ-สู่ท่าน้ำอ่าวฉลอง และเส้นทางท่าเรือน้ำลึก-อ่าวมาหยา เกาะพีพี ใช้เวลาบินประมาณ 20 นาที ส่วนเที่ยวบินเช่าเหมาลำจะเชื่อมต่อระหว่างสนามบินภูเก็ต ท่าเรือน้ำลึก และสนามบินกระบี่ รวมถึงรองรับการเดินทางระหว่างร้อยเกาะ และระหว่างสนามบินทั้ง 2 แห่ง โดยเที่ยวบินจากภูเก็ตไปกระบี่จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาที จากเดิมที่เดินทางด้วยรถยนต์ใช้มากกว่า 2 ชั่วโมง
ทั้งนี้ ซีเพลนที่จะเป็นซีเพลนขนาด 9 ที่นั่ง สามารถให้บริการได้ประมาณวันละ 5 เที่ยวบิน ตามข้อกำหนดด้านชั่วโมงปฏิบัติงานของนักบิน และกฎการบินของประเทศไทยที่อนุญาตให้บินเฉพาะเวลากลางวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก โดยการปฏิบัติการจะพิจารณาตารางอากาศ ความสูงของคลื่น และความปลอดภัยของเป็นสำคัญ โดยกลุ่มลูกค้าบริษัทตั้งเป้าสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาติต่างชาติประมาณ 70% และคนไทย 30% โดยมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง ที่พร้อมจะแพร่มแลกราคาตั๋วมากกว่า 8,000 บาท ต่อสอง ซึ่งตลอดบริษัทผู้ประกอบการโรงแรมมองว่า อยู่ในระดับที่เหมาะสมและพร้อมร่วมมือในการเปิดบริการเพื่อรองรับลูกค้าสำคัญสู่โรงแรมธุรกิจ
กสิณพจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทลงทุนไปแล้วประมาณ 70 ล้านบาท ไม่รวมมูลค่าเครื่องบิน โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร การขอใบอนุญาต การจัดตั้งสำนักงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การลงทุนก่อสร้างจุดขึ้นลงทางน้ำแต่ละแห่งใช้งบประมาณประมาณ 10-12 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะการจัดทำรายงาน IEE ใช้งบประมาณกว่า 3.5 ล้านบาท ส่วนแหลมพ่อต่อหุ่นและลานจอดเรือจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2 ล้านบาท ในระยะยาวบริษัทมีแผนจะลงทุนจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อขยายฝูงบินและเครือข่ายจุดขึ้นลงทางน้ำ โดยตั้งเป้ามีเครื่องบิน 5 ลำ ภายใน 3 ปี ซึ่งเครื่องบินแต่ละลำมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3-5 ปี แม้ธุรกิจการบินจะใช้เวลาคืนทุนประมาณ 5 ปี
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายเครือข่ายไปยังเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า โดยได้เข้าพบและหารือร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่นและโรงแรม เพื่อให้ทราบทำเลพื้นที่เหมาะสมและจุดขึ้นลงทางน้ำ รวมทั้งกำหนดมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและการปฏิบัติการทั้งหมด ส่วนการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรผลิตนักบินซีเพลนโดยเฉพาะ บริษัทจึงอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการบินพลเรือน และพาริสไดรฟ์โรงเรียนการบินในประเทศสวีเดน เพื่อนำหลักสูตรเข้ามาพัฒนานักบินไทย รวมถึงอุตสาหกรรมสถาบันทางอากาศยาน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมซีเพลนในอนาคต และลดการพึ่งพาบุคลากรจากต่างประเทศ ซึ่งมีต้นทุนสูง และกำลังเป็นที่ต้องการของหลายประเทศทั่วโลก
ในส่วนเป้ารายได้ บริษัทคาดว่าปี 2569 จะมีรายได้ประมาณ 10 กว่าล้านบาท และไม่เกิน 20 ล้านบาท เนื่องจากจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้เพียงช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมเท่านั้น ก่อนตั้งเป้าว่าในปี 2570 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 200 ล้านบาท จากการขยายจำนวนเครื่องบินและจุดขึ้นทางน้ำให้ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับพื้นที่เป้าหมายในระยะต่อไป ได้แก่ เกาะพีพี เกาะลันตา และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ โดยบริษัทได้ศึกษาจุดที่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างจุดขึ้นลงทางน้ำไว้แล้วแต่ยังอยู่ระหว่างการประสานงานกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เนื่องจากหลายพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ
ปลดล็อกกฎหมาย ดัน ไทย ซีเพลน สู่การบินเชิงพาณิชย์
ในด้านการดำเนินธุรกิจ กสิณพจน์ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการการบิน (AOL) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2566 และได้รับอนุญาตภายในปีเดียวกัน ก่อนจะได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) ในช่วงปลายปี โครงการได้รับ AOC ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่า ระบบความปลอดภัย มาตรฐานการปฏิบัติการบิน และกระบวนการดำเนินงานของบริษัทผ่านการรับรองอย่างครบถ้วน ทำให้ ไทย ซีเพลน มีสถานะเป็นสายการบินอย่างเป็นทางการ และสามารถให้บริการเที่ยวบินสำรวจและเที่ยวบินเช่าเหมาลำได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญในช่วงแรกคือ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการดำเนินธุรกิจซีเพลนโดยเฉพาะ จนกระทั่งในปี 2568 สำนักงานการบินพลเรือนได้ออกคู่มือสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แนวทางการจัดตั้งสายการบินซีเพลน และแนวทางการจัดทำพื้นที่ขึ้นลงทางน้ำ
"การมีกฎหมายรองรับถือเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม เพราะทำให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ" กสิณพจน์ กล่าว
หลังจากนั้น บริษัทได้ศึกษารายละเอียดและดำเนินการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากธุรกิจซีเพลนเกี่ยวพันกับหลายส่วน ทั้งสำนักงานการบินพลเรือน กรมเจ้าท่า หน่วยงานท้องถิ่น จังหวัด รวมถึงหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า กระบวนการมีความซับซ้อน แต่จำเป็นต้องทำเพื่อให้การพัฒนาอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
"เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เปิดสายการบิน แต่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมในประเทศที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว และเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย" กสิณพจน์ กล่าว
ขอบคุณ นสพ. Transport Journal ค่ะ