AOT Rabbit ทำไมคน AOT จะสนุกไม่ได้ ?
ช่องทางปล่อย?

19/02/2026

กฎหมายว่าด้วย AI ฉบับแรกของเอเซีย
| คอลัมน์ | สาธารณรัฐเกาหลีได้จารึกประวัติศาสตร์ในฐานะประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย ที่ประกาศใช้กรอบกฎหมายกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้ชื่อ “พระราชบัญญัติว่าด้วยการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และการสร้างความเชื่อมั่น” (Act on the Development of Artificial Intelligence and Establishment of Trust) หรือที่เรียกกันว่า “AI Basic Act”
กฎหมายฉบับนี้ได้รับการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2024 และประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2025 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2026 เป็นต้นไป
กฎหมาย AI Basic Act มีสาระสำคัญอย่างไรขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

1 - ขอบเขตและการบังคับใช้
2 - การจัดประเภท AI และข้อกำหนดการกำกับดูแล
3 - โครงสร้างการกำกับดูแลและส่งเสริมอุตสาหกรรม
4 - การบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษ
โลกยังคงต้องแสวงหารูปแบบของกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับการกำกับดูแลเรื่องของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ต่อไป เพราะ AI เป็นของใหม่ที่เป็นรูปแบบซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และในอนาคต AI จะพัฒนาต่อไปในรูปแบบใดก็ยังไม่ใครทราบ
มนุษย์จึงยังสับสนและไม่อาจหาข้อยุติได้ว่าจะกำกับดูแล AI ในรูปแบบใดที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้
ติดตามอ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
บทความโดย: พิเศษ เสตเสถียร
#กฎหมายกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ #เกาหลีใต้ #ไทยพับลิก้า

09/02/2026
อืมมม
27/01/2026

อืมมม

เกาหลีใต้ประกาศ ‘AI Basic Act’ กฎหมายควบคุม AI ฉบับแรกของโลก
เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่าน เกาหลีใต้ได้ประกาศบังคับใช้กฎหมาย ‘AI Basic Act’ ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายฉบับแรกของโลกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อครอบคลุมและกำกับดูแลการใช้งาน AI อย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังช่วยสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วย
ซึ่งกฎหมายควบคุมกำกับดูแล AI ของเกาหลีใต้นั้นมีผลบังคับใช้ก่อนกฎหมายของสหภาพยุโรปโดยจะทยอยบังคับใช้จนถึงปี 2027 เนื่องจากการใช้ AI บางประเภทนั้นมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบสูงต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ด้านการดูแลสุขภาพ, การขนส่ง, ระบบการเงินอย่างการการประเมินเครดิตและการคัดกรองสินเชื่อ และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ เป็นต้น
รวมถึงจะมีการแจ้งเตือนหรือมีการกำกับป้ายระบุอย่างชัดเจนกับลูกค้าก่อน หากมีสินค้าหรือบริการที่ใช้ Generative AI เพื่อสามารถแยกแยะความเป็นจริงได้ง่ายขึ้น และหากมีการใช้ AI แต่ไม่ได้มีการแจ้งให้ทราบจะต้องรับโทษปรับสูงสุด 30 ล้านวอนหรือประมาณ 6.5 แสนบาท
และภายใต้กฎหมายของเกาหลีใต้ บริษัทต่าง ๆ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการกำกับดูแลโดยมนุษย์ ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้จัดทำขึ้นหลังจากการปรึกษาหารือภายในประเทศ โดยบริษัทต่าง ๆ จะได้รับระยะเวลาผ่อนผันอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเริ่มเรียกเก็บค่าปรับ
แต่บทลงโทษในสหภาพยุโรปหรือ ‘EU AI Act’ นั้นสูงกว่ามาก เพราะการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอาจส่งผลให้ถูกปรับ ตั้งแต่ 1% ของรายได้ทั่วโลกสำหรับการละเมิดเล็กน้อย ไปจนถึง 7% สำหรับการฝ่าฝืนข้อห้ามในการใช้ AI ที่มีความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เกาหลีใต้นั้นตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศ 1 ใน 3 ที่มีมหาอำนาจด้าน AI ของโลก และหวังว่ากฎหมายพื้นฐานด้าน AI ฉบับใหม่จะช่วยวางตำแหน่งประเทศให้เป็นผู้นำในด้านนี้ แต่ในทางกลับกันเหล่าสตาร์ทอัพก็มีความกังวลว่ากฎหมายฉบับนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและเติบโตของบริษัทได้
เรียกได้ว่าเป็นที่น่าจับตาว่ากฎหมายจะส่งผลกระทบต่อไปอย่างไรในปลายปีนี้ และหากใช้ได้ผลจริงก็คาดว่าหลาย ๆ ประเทศจะเริ่มมีกฎหมายมาบังคับการใช้ AI ให้ปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้น

-----
💙 ช่องทางการติดตาม RAiNMaker 💙
→ Facebook: Rainmaker
→ Instagram:
→ TikTok:
→ X:
→ YouTube: RAiNMaker

09/01/2026

การสำรวจล่าสุดของ Salesforce ในรายงาน State of Service ได้เผยเรื่องน่าสนใจว่า AI หรือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามามีส่วนช่วยในธุรกิจที่เป็น ‘งานบริการ’ มากขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจุบันอยู่ที่ 25% คาดการณ์ว่าปี 2027 จะเพิ่มเป็น 40%
เราพูดกันมาตลอดเกี่ยวกับ AI กับหลายๆ อาชีพที่อาจจะถูก disrupt หากกลุ่มคนทำงานไม่ปรับตัว แต่ความจริงแล้ว AI มีข้อดีหลายอย่างสำหรับคนที่นำมาเป็นเครื่องมือช่วยให้การทำงานมันง่ายขึ้น
Salesforce ชี้ว่าในปี 2027 สิ่งมหัศจรรย์ที่หลายคนกลัวจะเข้ามามีบทบาทในงานบริการมากขึ้นอีก จากที่ตอนนี้ใช้งานราวๆ 25% ปีหน้าจะขยับขึ้นเป็น 40% โดยจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมบริการ 6,500 ทั่วโลก และคนไทยอีก 200 คน ผลการสำรวจพบว่า มีแนวโน้มส่งผลต่อการปฏิบัติงานจริง 3 ด้าน ดังนี้
1. ทีมบริการลูกค้าใช้ AI มากขึ้น หลังเห็นผลดีด้านความเร็ว ต้นทุน และความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งองค์กรในอุตสาหกรรมภาคบริการในประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
‘อภิสิทธิ์ คุปรัตน์’ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Salesforce ได้กล่าวว่า การยกระดับประสบการณ์ของลูกค้ายังเป็นพันธกิจสำคัญของทีมบริการในไทย โดยรูปแบบการให้บริการกำลังเปลี่ยนแปลงไป
ปัจจุบัน AI Agent (โปรแกรมซอฟต์แรีย์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์) นอกจากจะทำหน้าที่คาดการณ์และทำงานอัตโนมัติ ยังสามารถเข้าใจบริบท ดำเนินการ ตัดสินใจ และปรับตัวแบบเรียลไทม์ ช่วยให้พนักงานมีเวลาจัดการปัญหาการบริการที่ซับซ้อน และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการประเมินของทีมบริการในไทย พบว่า ปัจจุบันมีการใช้ AI ในการดำเนินงานถึง 25% และคาดว่าภายในปี 2027 จะเพิ่มขึ้นเป็น 40% สะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่ยุคองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดย AI Agent จะทำงานร่วมกับบุคลากร สามารถวิเคราะห์และดำเนินงานประจำได้อย่างอิสระ ขณะที่พนักงานสามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานที่ซับซ้อนและสร้างมูลค่าสูงมากขึ้นได้
นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ กำลังนำ AI Agent มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพในด้านการลดต้นทุนการให้บริการและความพึงพอใจของลูกค้า โดยผู้เชี่ยวชาญทีมด้านบริการในไทยคาดว่า ระบบ AI อัตโนมัติจะช่วยเพิ่มรายได้จากการขายสูงถึง 20%
2. พนักงานทำงานร่วมกับ AI สามารถทำซ้ำซ้อนได้น้อยลง มุ่งมาที่การพัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น และเห็นโอกาสก้าวหน้าในอาชีพอย่างชัดเจน ซึ่งเทคโนโลยี AI เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อประสบการณ์การทำงานของพนักงานบริการลูกค้า โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่า พนักงานที่ใช้ AI สามารถลดเวลาการทำงานประจำที่ไม่ซับซ้อนถึง 20% หรือประมาณ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
การช่วยเหลือนี้ทำให้มีเวลาสำหรับงานที่ใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญสูงได้ดีขึ้น เช่น การรีเซ็ตรหัสและการอัปเดตสถานะ หรือ พนักงานมีเวลามากขึ้นในการตัดสินใจเรื่องการวิเคราะห์และแก้ปัญหาที่ยุ่งยาก เป็นต้น
โดยผลสำรวจยังพบว่าพนักงานที่ใช้ Agentic AI จะมีเวลาถึง 1 ใน 4 ของสัปดาห์สำหรับการจัดการปัญหาที่ท้าทายและซับซ้อน
พนักงานที่นำ AI มาประยุกต์ใช้มีศักยภาพสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ สามารถให้คำแนะนำแก่เพื่อนร่วมงาน บริหารโครงการได้หลายสายงาน และมีการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงาน อีกทั้งยังมีโอกาสทำงานร่วมกับลูกค้าหลักและก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำมากขึ้น แสดงให้เห็นว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่เปิดโอกาสให้พนักงานสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพได้
จากข้อมูลพบว่า พนักงานบริการที่ใช้ AI โดย 84% ของพนักงาน ระบุว่า AI ได้สร้างโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพ
ขณะที่ 82% ได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ และ 85% มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงาน และคนที่ใช้เป็นประจำยังมีความมั่นใจในความก้าวหน้าในอาชีพมากขึ้น แม้ว่าข้อมูลนี้จะสะท้อนมุมมองจากผู้ใช้กลุ่มแรก แต่ก็สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำได้จริง
3. องค์กรต่างๆ เริ่มนำ AI มาใช้งาน แต่สิ่งสำคัญคือต้องนึกถึงถึงความปลอดภัยและความแม่นยำที่สุด โดยพนักงานบริการลูกค้าเห็นตรงกันว่า AI เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แต่ก็มีความท้าทายหลายด้าน อันดับหนึ่งคือ ‘เรื่องความปลอดภัย’
โดยผู้นำด้านงานบริการในไทยกว่า 44% ระบุว่าข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยส่งผลให้การเริ่มใช้ AI เกิดความล่าช้าหรือมีข้อจำกัด แต่ถึงจะมีอุปสรรคเหล่านี้ องค์กรในภาคบริการในไทยกว่า 90% ระบุว่าอุปสรรคที่เจอล้วนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วและสามารถจัดการได้ง่าย
มีข้อมูลจากรายงาน State of IT: Security ที่ชี้ว่าผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในไทยล้วนมีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI Agent ทุกคนเห็นว่าเทคโนโลยีนี้สามารถเสริมประสิทธิภาพระบบความปลอดภัยขององค์กร ทั้งด้านการตรวจจับภัยคุกคาม เฝ้าระวังความผิดปกติ และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล
หากนำมาใช้อย่างรอบคอบและเหมาะสม ไม่เพียงช่วยจัดการความเสี่ยงแต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งให้กับระบบความปลอดภัยโดยรวม
สุดท้าย อภิสิทธิ์ ได้กล่าวเสริมว่า “การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ สามารถสร้างประโยชน์ให้ทั้งลูกค้าในไทย ทีมการให้บริการ และภาคธุรกิจหลายด้าน อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้ AI สามารถสร้างประโยชน์ได้ในระยะยาว ต้องนำ AI มาประยุกต์ใช้บนฐานความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบคอบและเป็นระบบ”
แม้ว่าผลสำรวจฉบับนี้จะมองข้ามไปถึงปี 2027 แต่องค์กรต่างๆ กับการใช้ AI มาเป็นเครื่องมือสำคัญในปี 2026 นี้ คาดว่าจะเห็นมากขึ้นเช่นกัน ด้วยความคุ้นเคยที่ไทยเริ่มพูดถึงสิ่งนี้มากขึ้น รวมถึงเจเนเรชั่นใหม่ๆ ที่เข้าใจในระบบของ AI และเห็นถึงประโยชน์ของมัน ซึ่งองค์กรไทยไม่น้อยเลยที่ปรับการทำงานของหลายฝ่ายให้ทำงานร่วมกับ AI ในปัจจุบัน

ตารางเวลา
26/12/2025

ตารางเวลา

18/12/2025

[RECOMMEND] มัดรวม 10 ‘ฟอนต์นริศ’ โคตรวิ่ง! ที่ควรมีติดเครื่องเอาไว้
จากการมาถึงของเทรนด์ Nostalgia หรือไม่ก็ความเท่เหนือกาลเวลาของ 'ฟอนต์นริศ' แบบอักษรที่เขียนขึ้นด้วยมือจากปากกคอแร้ง สู่ฟอนต์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีมากมายหลายรูปแบบให้เลือกใช้ มาถึงวันนี้ ฟอนต์แบบดังกล่าวก็ได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจนักออกแบบกราฟิกยุคนี้ และผู้คนยุคนี้ไปแล้วบ้างไม่มากก็น้อย
In font of เลยอยากหยิบฟอนต์สไตล์นี้มาแนะนำ (และป้ายยา) ให้ทุกคนเพิ่มเติมก็แล้วกัน บางตัวอาจคุ้นตา บางตัวอาจไม่เคยเห็น หากสนใจ บางฟอนต์สามารถดาวน์โหลดฟรีได้เลย บางฟอนต์ต้องซื้อ และเราจะแปะช่องทางซื้อขายในรายละเอียดด้านล่างนี้ มาดูกันว่ามีฟอนต์ไหนกันบ้าง
1. ชื่อ: ABC Apisit
น้ำหนัก: 2 น้ำหนัก 4 สไตล์
ผู้สร้างสรรค์: ณภัทร วิจิตรกรสกุล
Font Foundry: ABC Thaifont
ราคา: 300 บาท
สั่งซื้อฟอนต์นี้ได้ที่: FB - Plypoogun Wijitrakornsakul
2. ชื่อ: B2 SIGN Pachautid News
น้ำหนัก: 2 น้ำหนัก 4 สไตล์
ผู้สร้างสรรค์: กิตติศักดิ์ ศิริกมลเสถียร
Font Foundry: B2 SIGN
ราคา: 450 บาท
สั่งซื้อฟอนต์นี้ได้ที่: FB - B2 SIGN
3. ชื่อ: SOV Sannaga 2467
น้ำหนัก: 1 น้ำหนัก
ผู้สร้างสรรค์: วรวุฒิ ธนวัฒนาวนิช
Font Foundry: uvSOV
ราคา: ฟรี
ดาวน์โหลดฟอนต์นี้ได้ที่: f0nt.com/release/sov-sannoga2467/

4. ชื่อ: Khana Ratsadon
น้ำหนัก: 1 น้ำหนัก
ผู้สร้างสรรค์: -
Font Foundry: -
ราคา: ฟรี
ดาวน์โหลดฟอนต์นี้ได้ที่: drive.google.com/file/d/1rPB1_PdK4gJtd8bPrNQNZDkaIfZ8nW4J
5. ชื่อ: ABC Chanode
น้ำหนัก: 1 น้ำหนัก 2 สไตล์
ผู้สร้างสรรค์: ณภัทร วิจิตรกรสกุล
Font Foundry: ABC Thaifont
ราคา: 300 บาท
สั่งซื้อฟอนต์นี้ได้ที่: FB - Plypoogun Wijitrakornsakul
6. ชื่อ: SOV Scala
น้ำหนัก: 1 น้ำหนัก
ผู้สร้างสรรค์: วรวุฒิ ธนวัฒนาวนิช
Font Foundry: uvSOV
ราคา: ฟรี
ดาวน์โหลดฟอนต์นี้ได้ที่: f0nt.com/release/sov-scala/
7. ชื่อ: B2 SIGN Kimlang 2
น้ำหนัก: 4 น้ำหนัก 2 รูปแบบ 8 สไตล์
ผู้สร้างสรรค์: กิตติศักดิ์ ศิริกมลเสถียร
Font Foundry: B2 SIGN
ราคา: 450 บาท
สั่งซื้อฟอนต์นี้ได้ที่: FB - B2 SIGN
8. ชื่อ: ABC Paykrongkarn
น้ำหนัก: 1 น้ำหนัก 2 สไตล์
ผู้สร้างสรรค์: ณภัทร วิจิตรกรสกุล
Font Foundry: ABC Thaifont
ราคา: 300 บาท
สั่งซื้อฟอนต์นี้ได้ที่: FB - Plypoogun Wijitrakornsakul
9. ชื่อ: KT Smarn Ribbon Pliw
น้ำหนัก: 1 น้ำหนัก
ผู้สร้างสรรค์: สมาน จันทร์เทพ
Font Foundry: KT Smarn Font
ราคา: 300 บาท
สั่งซื้อฟอนต์นี้ได้ที่: FB - Smarn Chanthep
10. ชื่อ: MN Chaophraya
น้ำหนัก : 1 น้ำหนัก 2 สไตล์
ผู้สร้างสรรค์ : บุญญาดา ศรีปรีชาชาญ
Font Foundry : มานี มีฟอนต์
ราคา: ใช้งานส่วนตัว ได้ฟรี, ใช้งานเชิงพาณิชย์ เริ่มต้น 290 บาท
ดาวน์โหลดฟอนต์นี้ได้ที่: f0nt.com/release/mn-chaophraya/
สั่งซื้อฟอนต์ได้ที่: FB - มานี มีฟอนต์
ชอบฟอนต์ไหนกันบ้าง หรืออยากให้แนะนำ ป้ายยาฟอนต์ไทยแบบไหนกันอีก พิมพ์มาพูดคุยกับเราได้ที่ใต้คอมเมนต์เลยนะ
----------
#ฟอนต์นริศ #ฟอนต์ #ฟอนต์ใหม่ #ฟอนต์ไทย #มัดรวม

15/12/2025

[ ชาวดีไซน์ป้ายยา ]
วัดว่างานดีไซน์ “ดึงสายตาไหม” ใน 5 วินาที ด้วย 3M VAS
เพื่อน ๆ อยากรู้ไหมว่างานของเราดึงดูดสายตาคนดูตั้งแต่วินาทีแรกจริงไหม ? 3M VAS คือเว็บไซต์ที่จะช่วยตอบคำถามนั้นได้ทันที ผ่าน AI ที่จำลองพฤติกรรมการมองของมนุษย์ในช่วง First Impression
ปกติเราอาจจะเดาไม่ได้ 100% ว่าคนจะมองหัวข้อ โลโก้ หรือภาพประกอบก่อน แต่เว็บนี้จะสร้าง Heatmap และลำดับการมองให้เลยแบบเรียลไทม์ ช่วยให้เห็นชัด ๆ ว่าอะไรเด่น อะไรถูกกลืน และอะไรต้องปรับเพื่อให้สารที่ต้องการสื่อไปถึงผู้ชมแบบไม่หลุดโฟกัส
สำหรับนักออกแบบ นักการตลาด หรือคนทำคอนเทนต์ เว็บนี้คือผู้ช่วยที่ทำให้งานของเราแม่นขึ้น ใช้เวลาแก้น้อยลง และส่งงานได้มั่นใจกว่าเดิม เพราะเราไม่ได้ตัดสินจากความรู้สึก แต่ตัดสินจากข้อมูล Insight จริง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ โฆษณา แพ็กเกจ หรือ UI/UX ลองเช็กด้วย 3M VAS ก่อนปล่อยงานดูนะ ! จะเหมือนมี Eye-tracking ส่วนตัว ช่วยยกระดับประสิทธิภาพงานดีไซน์ให้คมชัดและใช้งานได้จริงกว่าเดิมแบบทันที >> https://vas.3m.com/
ติดตามเสพเรื่อง "ดี" ไซน์ เจ๋ง ๆ ได้ที่ "designism"
#ชาวดีไซน์ป้ายยา

🤙
01/12/2025

🤙

👇
27/11/2025

👇

📰 วงการสื่อควรปรับตัวอย่างไร เมื่อภัยจากอนาคตมาถึงไวกว่าที่คิด?
Session: The Future of News Era เตรียมพร้อมก้าวสู่ยุคแห่งอนาคตของวงการสื่อ ในงาน iCreator Conference 2025 Presented by Sony
โดย เคน - นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ จาก THE STANDARD
ในยุคที่ข่าวสารเข้าถึงง่ายแค่ปลายนิ้ว โลกวุ่นวายมากกว่าเก่า การพิสูจน์ข้อเท็จจริงก็ยากมากขึ้นด้วยการมาถึงของ AI ที่ไม่ว่าใครก็สามารถใช้ได้ อีกทั้งคนทั่วไปยังดูข่าวน้อยลงเพราะมีแต่เรื่องหดหู่
เช่นนั้นแล้วอนาคตของวงการสื่อจะเป็นอย่างไร ต้องปรับตัวด้วยวิธีไหน❓ ภายใน Session นี้ “เคน - นครินทร์ วนกิจไพบูลย์” เตรียมพร้อมที่จะมาแชร์ให้ทุกคนได้ฟังกัน 🎤💡โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้คนในปัจจุบัน ดังข้อมูลต่อไปนี้
📊 พฤติกรรมการเสพสื่อที่เปลี่ยนไป (Media Consumption Trend)
🔘 สื่อดั้งเดิมหายไป Influencer เข้ามาแทนที่
🔘 Social Feed บนแพลตฟอร์มไปไวกว่าการอ่านข่าวบนเว็ปไซต์
🔘 คนยังเชื่อสำนักข่าวอยู่ แต่ต้องมีความเป็นกลาง ตรวจสอบได้
📺 พฤติกรรมการเสพสื่อของคนไทยในปัจจุบัน
🔘 ผู้คนตื่นตัว และเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเยอะมาก
🔘 ใช้เวลาบนโซเชียลต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
🔘 ชอบเสพข่าวจากสื่อวิดีโอมากกว่าการอ่าน
🔘 เสพข่าวจาก TikTok มากที่สุดในโลก
🛍️ พฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนไทย
🔘 กว่า 80% มักซื้อสินค้าตาม Influencer มากกว่า Brand เพราะให้ความรู้สึกจริงใจ ไม่ปรุงแต่ง รู้สึกเหมือนความสัมพันธ์แบบเพื่อนมากกว่าผู้ซื้อ-ผู้ขาย ทั้งยังสื่อสารได้ง่ายและรวดเร็ว
🔎 3 สิ่งที่คนไทยมักทำก่อนซื้อสินค้า
1. ดูรีวิวจากคนทั่วไป
2. ดูคอนเทนต์จาก Influencer ที่น่าเชื่อถือ
3. ค้นหาในแพลตฟอร์มโซเชียลก่อน Google
🛒 เทรนด์การซื้อ-ขายที่เปลี่ยนไป
🔘 คอนเทนต์ขายสินค้าต้องสั้น กระตุ้นอารมณ์
🔘 Micro Influencer และ Nano Influencer เติบโตเร็ว
🔘 ผู้ซื้อต้องการคำแนะนำจริง ๆ ที่ไม่ใช่เชิงการค้า
🔘 ความน่าเชื่อถือ = ความสม่ำเสมอ และความเป็นมนุษย์
💬 โดยคุณ “เคน - นครินทร์ วนกิจไพบูลย์” ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเป็นครีเอเตอร์ในปัจจุบันไว้ว่า “คนตัวเล็ก มีโอกาสมีพลัง ถ้าหากทำมันอย่างถูกทาง และมีจริยธรรม”
📱พฤติกรรมการเสพสื่อของ Gen Z ในแต่ละแพลตฟอร์ม
🔘 TikTok: แพลตฟอร์มหลักสำหรับการเสพสื่อ เน้นความบันเทิง รวดเร็ว
🔘 Youtube: เปิดชมระหว่างกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น กินข้าว ขับรถ ใช้เป็นช่องทางหาข้อมูลเพิ่ม
🔘 X: ใช้สำหรับตามข่าวแบบรวดเร็ว ทันกระแส
🔘 Facebook: สำหรับหาบทความเชิงลึก หลายคนไม่นิยม
นอกจากนี้ ยังมีการเผยแนวทางและวิธีคิดของ “The Standard” ในฐานะของสำนักข่าวในยุคปัจจุบันที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน โดยกล่าวไว้ว่า
📰 “The Standard” จะเป็นสื่อแบบไหน ?
🔘 แพลตฟอร์มสื่อที่มีความหมายกับคนอ่านจริง ๆ
🔘 น่าเชื่อถือ และเข้าใจมนุษย์
🔘 ย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่าย
🔘 เชื่อมคนรุ่นใหม่เข้ากับภาพใหญ่ของประเทศ
🔘 ใช้ “Ai” ทำงานให้ไวขึ้น และใช้ “มนุษย์” ทำงานให้ลึกขึ้น
🔑 Key Strategy
🔘 Human ทำแบบมนุษย์คุยกับมนุษย์
🔘 Trust Layer - สร้างความน่าเชื่อถืออย่างมีมิติ
🔘 Insight - Why มากกว่า What
🔘 Ai - ใช้เพื่อช่วยทีม แต่ไม่ใช้แทนทีม
🔘 Focus - เลือกช่องทางและวางกลยุทธ์ให้เหมาะสม
สุดท้ายนี้ “เคน - นครินทร์ วนกิจไพบูลย์” ยังฝาก Key Takeaways เอาไว้ให้กับทุกคนภายในงานว่า อย่าหยุดที่จะสร้างความเข้าใจในวันที่โลกออนไลน์เปลี่ยนไปไวกว่าวันที่เราตั้งกล้อง จงพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ใช้เครื่องมือที่มีเพิ่มความคิดให้กับตัวเรา ไม่ใช่การใช้แทนที่ เพราะความจริงใจคือ Algorithm ที่ดีที่สุด ทุกข่าวที่ลงไปจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมเสมอ
💬 “อิทธิพลที่คุณมี มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมเสมอ” - เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ (The Standard)

21/11/2025

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ AOT Rabbitผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์