Get Money Trip ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Get Money Trip, Bangkok.

ท่องเที่ยวไปพร้อมเเสริฟข่าวเศรษฐกิจ การเงิน หุ้น #เก็ทมันนี่ทริป #เงินพาไป 👉 เสพความรู้ทางการเงิน ตะลุยเที่ยว กิน ช็อป > Seeking Money & Traveling around the world หาเงินและเที่ยวไปเรื่อยแล้วแต่อารมณ์และทุนทรัพย์ 💰💰💰

23/08/2026

ปตท. - PTT ผ่าบทพิสูจน์ครึ่งแรกปี 69 ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น ด้วยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งดีกว่าที่คาด ด้วยกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น และยังคงสร้างผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งดีกว่าที่คาด ด้วยกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือกว่าร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดย ธุรกิจสำรวจและผลิต เดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในประเทศ พร้อมขยายการลงทุนในต่างประเทศ ด้าน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) ใช้ศักยภาพของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตัน ภายในปี 2569 และขยายให้ได้ 10 ล้านตัน และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2573 และ 2578 ตามลำดับ

ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ในขณะที่ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวมถึงประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 14 – 17 กันยายนนี้ ประเทศไทยได้รับโอกาสแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ สำหรับ ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมแกร่ง Flagship พร้อมปรับแนวทางตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางรวมถึงปัจจัยจากนโยบายภาครัฐ (Government Intervention)

#ปตท #ดรคงกระพันอินทรแจ้ง #ผลการดำเนินงานปตท

22/08/2026

บทพิสูจน์กลยุทธ์ ปตท. ครึ่งแรกปี 69 พร้อมทุกสถานการณ์ ฝ่าวิกฤต เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน ปตท. ซึ่งมี 2 บทบาท คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ในขณะเดียวกันต้องดูแลผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ปตท. ผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญ โดยในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไม่พึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง การมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นและความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับน้ำมันจากหลากหลายแหล่ง การวางกลยุทธ์ที่ถูกทาง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับกระบวนการกำกับดูแลการลงทุนให้รัดกุม ภายใต้การกำกับกิจการที่ดี และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น

#ปตท #ดรคงกระพันอินทรแจ้ง
#เงินพาไป

22/08/2026

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ 3 เมกะเทรนด์เปลี่ยนโจทย์ ‘Bankability’ สู่การจัดสรรเงินทุนเพื่อเศรษฐกิจไทยยุคใหม่

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้การเงินเพื่อความยั่งยืนกำลังก้าวสู่ ‘ยุคแห่งการจัดสรรเงินทุน’ ขับเคลื่อนโดย 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 2.การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center และ 3.การรับมือต่อความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3 เมกะเทรนด์สำคัญกำลังเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาความน่าเชื่อถือของธุรกิจในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Bankability) ในประเทศไทย จากเดิมพิจารณาเพียงโครงการหรือสินทรัพย์เข้าข่าย ‘สีเขียว’ หรือ ‘ยั่งยืน’ หรือไม่เข้าสู่ยุค Bankability ใหม่ ที่พิจารณาเพิ่มเติมคือความพร้อมของโครงการ, ศักยภาพทางเศรษฐกิจ, โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการสร้างมูลค่าและชำระหนี้ในระยะยาว

เจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานแถลงข่าว Financing Thailand’s Next Economy ว่า “ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของ Sustainable Finance ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่มุ่งเน้นการจัดประเภทหรือกำหนดฉลากของสินทรัพย์ ไปสู่ยุคของการจัดสรรเงินทุน โดยคำถามสำคัญที่มากกว่า ‘โครงการจัดอยู่ในกลุ่มสีเขียวหรือยั่งยืนหรือไม่?’ คือการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ เส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนความสามารถของสินทรัพย์ในการดำเนินงานและสร้างรายได้ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมิน Bankability ของธุรกิจและโครงการต่าง ๆ”

การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance): คอขวดที่ย้ายไปสู่ขั้นตอนเตรียมความพร้อมขององค์กร

เมกะเทรนด์แรก การที่ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์ Transition Bond และ Thailand Amber Bond ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่คอขวดสำคัญถัดไปของการระดมทุนมีแนวโน้มขยับมาอยู่ที่ความพร้อมขององค์กรก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการออกตราสาร

ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านเป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่ตัวแผนการเปลี่ยนผ่าน การระดมทุนจะเกิดขึ้นได้ ภาคธุรกิจต้องรู้ชัดเจนว่าจะต้องปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ใด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าใด ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร โครงการใดควรเริ่มก่อน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงพอตามตามความคาดหวังของสถาบันการเงินและนักลงทุน

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จึงได้พัฒนาบริการ Sustainability360 Advisory Program เพื่อช่วยปิดช่องว่างด้านความพร้อมดังกล่าว โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำกรอบการระดมทุนเพื่อความยั่งยืน (GSS Framework) การออกแบบตัวชี้วัดและเป้าหมาย (KPI/SPT) การประเมินกิจกรรมตามเกณฑ์ของ Thailand Taxonomy การประสานงานกับผู้ให้ความคิดเห็นของผู้ชำนาญการอิสระ (Second Party Opinion: SPO) ไปจนถึงการรายงานผลหลังได้รับเงินทุน

โครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center: ย้ายจุดโฟกัสจาก ‘ปริมาณ’ สู่ ‘คุณภาพ’ การลงทุน

เมกะเทรนด์ที่สอง คือการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ในประเทศไทย โดยมียอดขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มดิจิทัลสูงถึง 1.12 ล้านล้านบาท จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ คือนโยบายภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพของการลงทุน’ โดย BOI ได้เพิ่มเกณฑ์การคัดกรองโครงการ Data Center ทั้งในมิติประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

“AI อาจจะทำงานบนระบบคลาวด์ แต่โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังนั้นต้องอาศัยทรัพยากรมหาศาล ทั้งพลังานไฟฟ้าและน้ำ ความพร้อมของระบบการจัดการพลังงานจึงกลายเป็นตัวแปรทางการเงินที่สำคัญ แม้ Data Center จะใช้วิศวกรรมออกแบบให้สอดคล้องกับเกณฑ์กรีนไฟแนนซ์ได้ แต่ต้องพิจารณาความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ โครงข่ายไฟฟ้า ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ รวมถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในประเทศด้วย”

การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation): มิติที่เคยถูกมองข้าม

เมกะเทรนด์ที่สาม คือ การปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติ ที่ผ่านมาการเงินเพื่อความยั่งยืนมักมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) แต่ข้อมูลจากธนาคารโลก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินลงทุนด้าน Climate Adaptation ที่มีนัยสำคัญ โดยจากความต้องการเงินลงทุนด้านภูมิอากาศของไทย 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น เป็นงบประมาณด้าน Climate Adaptation สูงถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่างบด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่อยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

“น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน อาจเริ่มต้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อส่งผลกระทบต่อรายได้ ต้นทุนการดำเนินงาน หรือมูลค่าหลักประกัน มันจะกลายเป็น ‘ความเสี่ยงทางการเงิน’ ทันที การปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติจึงต้องถูกดึงเข้ามาอยู่ในกระบวนการจัดสรรเงินทุนหลักของธุรกิจ”

ซีไอเอ็มบี ไทย: เปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง

ในปี 2568 ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มีมูลค่าการเงินเพื่อความยั่งยืนที่ได้รับอนุมัติภายใต้กรอบ GSSIPS รวมราว 22,980 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ วาณิชธนกิจ สถาบันการเงิน และบุคคลธรรมดา ขณะที่บริการ Sustainability360 Advisory Program ได้สนับสนุนการการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับการระดมทุนในตลาดรวมแล้วกว่า 7,000 ล้านบาท

เพื่อสนับสนุนแนวทางการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้นน้ำดังกล่าว เจสัน ลี ได้พัฒนา เครื่องมือช่วยวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition Canvas) เครื่องมือแบบหน้าเดียวเชิงปฏิบัติที่ได้มีการนำร่องใช้ในงาน The Cooler Earth Thailand 2026 เมื่อต้นเดือนนี้ โดย Climate Transition Canvas ช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เข้ากับมาตรการลดคาร์บอนที่ชัดเจน ความต้องการเงินลงทุน ทางเลือกด้านแหล่งเงินทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างการกำกับดูแล เพื่อยกระดับการวางแผนการเปลี่ยนผ่านให้มีความพร้อมต่อการตัดสินใจและสามารถนำไปสู่การจัดหาเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น

#ซีไอเอ็มบี
#เงินพาไป

21/08/2026

MONO ประกาศทิศทาง “Streaming-First” ขับเคลื่อน MONOMAX สู่ Streaming Ecosystem ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง

MONO ประกาศก้าวสำคัญของธุรกิจ Streaming ภายใต้แนวคิด “The Next Chapter” เดินหน้าสู่การเป็นองค์กร Streaming-First หลัง MONOMAX เติบโตสู่ฐานผู้ใช้งานกว่า 3.5 ล้านราย พร้อมปรับทิศทางทั้งองค์กร ตั้งแต่คอนเทนต์ เทคโนโลยี ประสบการณ์ผู้ใช้งาน ไปจนถึงการเติบโตและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางของทุกการพัฒนา พร้อมทีมผู้บริหารที่เข้ามารับผิดชอบแต่ละด้านอย่างชัดเจน ทั้ง Sports Content, Original Content, Growth & Experience, Revenue & Partnership และ Platform เพื่อร่วมกันยกระดับประสบการณ์Streamingให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้น

นายนวมินทร์ ประสพเนตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การก้าวสู่ Streaming-First ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำคอนเทนต์จาก Broadcast มาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่คือการปรับวิธีคิดของทั้งองค์กรให้เริ่มต้นจากผู้ใช้งาน จากเดิมที่คิดว่าเรามีอะไรแล้วนำไปให้ผู้ชม เปลี่ยนเป็นคำถามว่า ผู้ใช้งานต้องการอะไร และเราจะทำให้ประสบการณ์ของเขาดีขึ้นได้อย่างไร จากนี้ทั้งคอนเทนต์ เทคโนโลยี ประสบการณ์ และพันธมิตร จะต้องทำงานเชื่อมโยงกัน โดยมีผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อทำให้ MONOMAX เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มที่มีคอนเทนต์ให้ดู แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างคุณค่าให้กับสมาชิกได้อย่างต่อเนื่อง”

หนึ่งในหัวใจสำคัญคือ Sports Content ที่ MONOMAX มุ่งพัฒนาให้เป็น Destination ของคนรักกีฬา โดยไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนคอนเทนต์ แต่ให้ความสำคัญกับการนำเสนอคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจของแฟนกีฬาแต่ละกลุ่ม ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ Premier League, EURO 2028, Volleyball World และ World Cup 2026/2030 พร้อมต่อยอดจาก Live Match ไปสู่ Highlights, News, Behind-the-Scenes และ Variety Content เพื่อให้แฟนกีฬามีสิ่งที่ติดตามอย่างต่อเนื่องทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการแข่งขัน

จาก Sports MONOMAX จะเชื่อมผู้ชมไปสู่ Original Content ภายใต้แนวคิด “Stories You Won’t Find Anywhere Else” ด้วยคอนเทนต์ Exclusive ที่มีเอกลักษณ์ พร้อมออกแบบการนำเสนอคอนเทนต์ให้เชื่อมโยงกับความสนใจของผู้ชมแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่แฟนฟุตบอล แฟนวอลเลย์บอล ไปจนถึงผู้ชมซีรีส์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมค้นพบ Original Content ใหม่ ๆ และสร้างเหตุผลให้สมาชิกกลับมาใช้ MONOMAX อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ไม่มีการแข่งขันสด

ในด้าน Growth & Experience MONOMAX มุ่งเปลี่ยนจากการรับชมสู่การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยนำข้อมูลและ Feedback มาพัฒนาประสบการณ์ผู้ใช้งาน ต่อยอดประสบการณ์หลังการแข่งขันผ่านแนวคิด 72 Hours Content ตั้งแต่ Highlights บทวิเคราะห์ Original Content ไปจนถึง Fantasy และ MAX ARENA รวมถึงขยายประสบการณ์จากหน้าจอสู่กิจกรรมจริงอย่าง Watch Party และ Cheer To The Max Trip เพื่อสร้าง Engagement,Communityและความผูกพันกับแฟนกีฬาในระยะยาว

ขณะเดียวกัน MONOMAX เดินหน้าสร้าง Revenue & Partnership ภายใต้แนวคิด “More Value in Every Subscription” โดยมองว่าความคุ้มค่าของสมาชิกไม่ได้เกิดจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคอนเทนต์ ประสบการณ์ สิทธิประโยชน์ และบริการที่ได้รับ พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึง สร้างสิทธิประโยชน์ใหม่ และเปิดโอกาสทางธุรกิจให้สมาชิก พันธมิตร และ MONO เติบโตไปด้วยกัน

ทั้งหมดจะถูกสนับสนุนด้วย Platform ที่มุ่งยกระดับประสบการณ์รับชมให้ราบรื่นขึ้น ไม่ว่าจะดูจากที่ไหนหรือผ่านหน้าจอใด พร้อมเพิ่มความเร็ว ความเสถียร และประสิทธิภาพของระบบ เพื่อรองรับพฤติกรรมการรับชมที่หลากหลาย รวมถึงการใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก และเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการผ่าน MONOMAX System Status ที่สามารถติดตามสถานะระบบแบบ Real Time ได้

ทั้งหมดสะท้อนเป้าหมายของ MONO ในการก้าวจากแพลตฟอร์มที่มีคอนเทนต์ให้รับชม สู่ Streaming Ecosystem ที่เข้าใจและเติบโตไปพร้อมกับผู้ใช้งาน โดยทุกครั้งที่กลับมา MONOMAX จะต้องมอบประสบการณ์และคุณค่าที่ดีขึ้นกว่าเดิม

#โมโนเน็กซ์ #นวมินทร์ประสพเนตร

17/08/2026

AWC เตรียมจัดตั้ง Real Estate Investment Trust (REIT) เสริมพลังความแข็งแกร่งของประเทศ

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ได้ศึกษาจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust - REIT) เพื่อต่อยอดแพลตฟอร์มการเติบโตระยะยาว โดยเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของ AWC ในการสร้างและพัฒนาจุดหมายปลายทางและสินทรัพย์คุณภาพ เข้ากับกอง REIT สำหรับสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงานและมีศักยภาพสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นคาดว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่จะจำหน่ายให้กอง REIT จะอยู่ภายในวงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาท เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงพอร์ตอสังหาริมทรัพย์คุณภาพ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของ AWC และเพิ่มทางเลือกการลงทุนในตลาดทุนไทย

จากความแข็งแกร่งของพอร์ตอสังหาริมทรัพย์และความเชี่ยวชาญในการสร้างและพัฒนาจุดหมายปลายทางของ AWC บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของ AWC โดยเชื่อมโยงความสามารถในการพัฒนาและสร้างมูลค่าให้แก่สินทรัพย์ เข้ากับโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงานและมีศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

ภายใต้แนวทางดังกล่าว AWC จะยังคงมุ่งสร้าง พัฒนา และขยายพอร์ตโครงการและจุดหมายปลายทางในทำเลสำคัญทั่วประเทศไทย โดยนำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก มา สร้างมูลค่าให้แก่สินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่กอง REIT ที่อยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมการจัดตั้ง จะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงานและมีศักยภาพในการสร้างรายได้ พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าถึงพอร์ตอสังหาริมทรัพย์กลุ่มโรงแรมและคอมเมอร์เชียลของไทย

การเชื่อมโยงทั้งสองแพลตฟอร์มจะช่วยสนับสนุนวงจรการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์สามารถเสริมศักยภาพของ AWC ในการพัฒนาโครงการและจุดหมายปลายทางใหม่ ขณะเดียวกันกอง REIT จะมีโอกาสเติบโตจากพอร์ตสินทรัพย์ที่ AWC พัฒนาในอนาคต แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและประสิทธิภาพของโครงสร้างเงินทุนของ AWC ควบคู่กับการเพิ่มทางเลือกการลงทุนในตลาดทุน และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน

คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจัดตั้ง บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป รีทท์ จำกัด เพื่อเป็นผู้จัดการกองทรัสต์ และอนุมัติในหลักการให้บริษัทดำเนินการศึกษาและเตรียมการเกี่ยวกับการจัดตั้งกอง REIT เพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างการดำเนินงานและการกำกับดูแลสำหรับแพลตฟอร์มดังกล่าว

ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาทรัพย์สินที่จะจำหน่ายให้แก่กองทรัสต์ฯ โดยหากการจัดตั้งกองทรัสต์ฯ ดำเนินไปตามแผน คาดว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่จะจำหน่ายให้แก่กองทรัสต์ฯ ในเบื้องต้นจะอยู่ภายในวงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาท คิดเป็นขนาดรายการไม่เกินร้อยละ 25 ของสินทรัพย์รวมตามงบการเงินไตรมาสที่ 2/2569 ทั้งนี้ รายละเอียดขึ้นอยู่กับผลการศึกษา รายละเอียดของสินทรัพย์ เงื่อนไขตลาด และการอนุมัติจากหน่วยงานและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง

#กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

16/08/2026

AWC สร้างผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่ง ไตรมาส 2/2569 รายได้รวม 5,502 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เดินหน้าเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของพอร์ตธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ผ่านการต่อยอดทรัพย์สินคุณภาพในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ดีมานด์คุณภาพสูงจากทั่วโลก

โดยบริษัทมีรายได้รวม 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% (YoY) ทั้งนี้ กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 2,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% (YoY) โดยการเติบโตได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของผลการดำเนินงานในทั้งสองกลุ่มธุรกิจหลัก โดยกลุ่มโรงแรมและการบริการได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ ควบคู่กับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกลุ่มรีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญนอกกรุงเทพฯ พร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนอยู่มีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีการทำผลการดำเนินงานโดดเด่น ทั้งธุรกิจศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน

ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนถึงแผนดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลยุทธ์ Sustainable Growth-led Strategy ในการบริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียลให้มีความแข็งแกร่ง และยั่งยืน ซึ่ง AWC ได้เดินหน้าเปิดตัวและพัฒนาโครงการคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทั้งในมิติ ของรายได้ ผลกำไร และการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เป้าหมายการดำเนินงานในอนาคต แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างสรรค์จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ และการผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลก AWC เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างปรากฏการณ์พิเศษ เพื่อสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์คุณภาพระดับโลก พร้อมส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมเติบโตไปด้วยกัน”

กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการฟื้นตัวแข็งแกร่ง รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวคุณภาพ รีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง ตอกย้ำศักยภาพพอร์ตธุรกิจที่สมดุล

แนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยบริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าคุณภาพ ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2569 กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีรายได้ 2,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการเติบโตของกลุ่มรีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เติบโตอย่างโดดเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในหลายจุดหมายปลายทาง อาทิ พัทยามี RevPAR เติบโตสูงถึง 169% จากผลการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่องของสองโรงแรมใหม่ที่เปิดดำเนินการในปี 2568 เชียงใหม่ยังคงเติบโตแข็งแกร่งด้วย RevPAR เติบโต 31% ในขณะที่เกาะสมุยยังดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องโดยมี RevPAR เติบโต 10%

การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการขยายขนาดของพอร์ตธุรกิจ แต่ยังสะท้อนประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงาน โดยรายได้จากทรัพย์สินที่เปิดดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 7.4% (YoY) ขณะที่ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการอยู่ที่ 742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% (YoY) ซึ่งเติบโตเร็วกว่ารายได้ ส่งผลให้อัตรากำไร EBITDA Margin เพิ่มขึ้นจาก 25.9% เป็น 26.9% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการทำกำไรของพอร์ตโรงแรมได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รายได้ของพอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเติบโตสู่ 900 ล้านบาทในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้น 7.3% (YoY) โดย “เอญ่า” รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์” มีรายได้ 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3% สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านร้านอาหาร

กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเติบโตโดดเด่นจากผลการดำเนินงานของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ทั้ง Jurassic World: The Experience, SkyFlyers: Wings of Garudapterus และ Better World Better Future

AWC ยังคงขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลผ่านกลยุทธ์ “AWC’s Lifestyle Destination” โดยพัฒนาสินทรัพย์จากพื้นที่เชิงพาณิชย์สู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้บริการ เพิ่มระยะเวลาและการใช้จ่ายภายในโครงการ ตลอดจนสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่ผู้เช่าและพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้ 2,517 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% (YoY) มี EBITDA อยู่ที่ 2,137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 AWC เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่และความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางและประสบการณ์ที่หลากหลาย พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก โดยเตรียมเปิด โรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท โรงแรมแฟร์มอนท์แห่งแรกในประเทศไทย และ Moxy Pattaya The Aquatique ภายใต้ความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ควบคู่กับการพัฒนาประสบการณ์ระดับโลก อาทิ ความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences พัฒนา “Kung Fu Panda” ใจกลางเยาวราช และ “DreamWorks Water Park” ริมหาดพัทยา รวมถึงความร่วมมือกับ EMM Williams Productions เตรียมเปิดตัว Avatar: Guardians of EYWA, THE MAGIC WALK™ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในปี 2570 นอกจากนี้ AWC ยังเดินหน้าพัฒนาจุดหมายปลายทางแห่งอนาคตริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งโครงการ “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” และ MONA Bangkok ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับ Museum of Old and New Art (MONA) พิพิธภัณฑ์ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยชื่อดังจากออสเตรเลีย รวมทั้ง AWC Riverside Journey จุดหมายปลายทางลักชัวรี ที่เชื่อมโยง 11 จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ของ AWC ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อร่วมเสริมศักยภาพประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับโลก และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างคุณค่าระยะยาว

AWC ขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้พันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” (Building Better Future) ผ่านกรอบ 3BETTERs ได้แก่ Better Planet, Better People และ Better Prosperity โดยบูรณาการแนวทางด้านความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาสินทรัพย์ และการสร้างจุดหมายปลายทาง เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ

แนวทางดังกล่าวได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องในระดับสากล โดย AWC ติดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน Top 1% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน Dow Jones Best-in-Class Index (DJ BIC) กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และ S&P Global Sustainability Yearbook 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 รวมถึงได้รับคะแนนเต็ม 100% จาก AGM Checklist 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สะท้อนมาตรฐานด้านความยั่งยืนและธรรมาภิบาลของ AWC ตลอดจนความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ

#แอสเสทเวิรด์คอร์ป #ผลประกอบการ #วัลลภาไตรโสรัส

15/08/2026

เสียงเชียร์จากแฟนลูกยางดังกระหึมนอกสนาม ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต 🕹️
👉 วันนี้ไม่ได้มาแข่ง แต่มา Meet & Greet กับแฟนกีฬา ในงาน "JAS FAN CONNECT THAILAND VOLLEYBALL STARS”

#วอลเลย์บอล

15/08/2026

บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ผู้ถือลิขสิทธิ์การ ถ่ายทอดสดวอลเลย์บอล ร่วมกับ Monomax แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภายใต้ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO จัดกิจกรรม "JAS FAN CONNECT THAILAND VOLLEYBALL STARS” เชื่อมทุกเสียงเชียร์ สู่ทีมชาติไทย ภายใต้แนวคิด "More Than Meet & Greet” ร่วมมืดแอนด์กรี๊ด พูดคุย ถ่ายภาพ และทำกิจกรรมพิเศษกับแฟนคลับที่มาให้กำลังใจในงานอย่างคึกคัก พร้อมร่วมส่งกำลังใจก่อนทัพนักตบ สาวไทยจะเดินทางไปแข่งขันศึก AVC ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569 นี้

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ตร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ คุณหทัยทิพย์ หมัดจุ้ย ผู้อำนวยการธุรกิจ MONOMAX บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด ร่วมกิจกรรมท่ามกลางแฟนวอลเลย์บอลที่ เดินทางมารอต้อนรับและส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทยอย่างล้นหลาม ทั้งนี้ได้ร่วมพูดคุยถึงการเตรียมความพร้อม ความมุ่งมั่น และความรู้สึกก่อนเดินทางไป แข่งขันศึก AVC ที่ประเทศจีน พร้อมเผยเรื่องราวและมุมนอกสนามของนักกีฬา

กิจกรรม "JAS FAN CONNECT THAILAND VOLLEYBALL STARS" นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ JAS และ Monomax จัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงแฟนกีฬาให้ใกล้ชิดกับนักกีฬาที่ชื่นชอบมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการรับชมการแข่งขัน และเป็นพื้นที่ส่งต่อพลัง เชียร์จากแฟนวอลเลย์บอลชาวไทยถึงทัพนักตบสาวทีมชาติ ก่อนเดินทางไปทำภารกิจสำคัญในศึก AVC ที่ประเทศจีน ตลอดงานเต็มไปด้วย รอยยิ้ม เสียงเชียร์ และกำลังใจจากแฟนลูกยาง

#ทีมชาติไทย #ศึกAVCประเทศจีน
#เงินพาไป

ไทยประกันชีวิตแจ้งผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 กำไรสุทธิแข็งแกร่ง 6,575 ล้านบาท เติบโต 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน...
15/08/2026

ไทยประกันชีวิตแจ้งผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 กำไรสุทธิแข็งแกร่ง 6,575 ล้านบาท เติบโต 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการสร้างผลกำไรอย่างมีเสถียรภาพ โดยกำไรจากการให้บริการตามสัญญาจากกรมธรรม์ใหม่ (New Business CSM) อยู่ที่ 5,211 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าพื้นฐานของกิจการอยู่ที่ 186,393 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.3 บาทต่อหุ้น พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่ง ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรก ในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น

นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยถึงผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 6,575 ล้านบาท เติบโต 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 23.4% สะท้อนถึงการสร้างผลกำไรอย่างมีเสถียรภาพ โดยกำไรจากการให้บริการตามสัญญาจากกรมธรรม์ใหม่ (New Business CSM) อยู่ที่ 5,211 ล้านบาท และยอดคงเหลือของกำไรจากการให้บริการตามสัญญา (CSM) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีมูลค่า 92,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับมูลค่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยหลักมาจากธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในระหว่างงวด

บริษัทฯ มีกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาด อยู่ที่ 6,367 ล้านบาท เติบโต 6.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นกำไรจากการรับประกันภัยเป็นหลัก อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการลงทุนที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาดอยู่ที่ 1,367 ล้านบาท เติบโตขึ้น 54.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเงินลงทุนในตราสารทุนภายในประเทศ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ พอร์ตการลงทุนของบริษัทฯ มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มากกว่า 80% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด อยู่ในรูปแบบตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุน

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีมูลค่าพื้นฐานของกิจการ (Embedded Value) อยู่ที่ 186,393 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.3 บาทต่อหุ้น ขณะที่ส่วนของเจ้าของพื้นฐานรวมกำไรที่รอรับรู้ (Allocated Comprehensive Equity) อยู่ที่ 191,595 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 16.7 บาทต่อหุ้น สำหรับอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio อยู่ที่ 459.1% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) กำหนดไว้อยู่ที่ 140% เป็นสิ่งยืนยันถึงสถานะเงินทุนที่แข็งแกร่งอันเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรก เป็นผลจากผลการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยกำหนดอัตราเงินปันผลที่ 0.25 บาทต่อหุ้น ซึ่งบริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลหลังจากได้รับอนุมัติจากสำนักงาน คปภ. เรียบร้อยแล้ว

นายไชยกล่าวว่า จากวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่มุ่งสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนที่ส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ภายใต้การผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับแนวคิด “การดูแลด้วยหัวใจ” หรือ “Care with Heart” ไทยประกันชีวิตจึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในทุกช่วงของชีวิต ทุกจังหวะชีวิต และทุกการใช้ชีวิต ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ “ไทยประกันชีวิต ไลฟ์เวิร์ส (LifeVerse)” ภายใต้แนวคิด “One Account for a Lifetime” ประกันชีวิตที่สามารถปรับเปลี่ยนความคุ้มครอง การวางแผนการเงิน และสัญญาเพิ่มเติมให้เหมาะกับทุกช่วงชีวิตได้ภายใต้กรมธรรม์เดียว พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการวางแผนเกษียณ และบริการพิเศษที่ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร รวมถึงลูกค้าไทยประกันชีวิต ไลฟ์เวิร์ส ยังสามารถผูกบัญชีเป็น Family Account ผ่านแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต เพื่อยกระดับการดูแลกรมธรรม์ LifeVerse ทั้งครอบครัวได้ในที่เดียว

ด้านการบริการ บริษัทฯ มุ่งพัฒนา “แอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต” ให้สามารถอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมประกันชีวิต และดูแลชีวิตลูกค้าได้ครบรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ อาทิ บริการ “ประเมินอาการป่วยเบื้องต้น (AI Doctor)” ช่วยให้ลูกค้าประเมินอาการป่วยเบื้องต้นด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งพัฒนาโดยโรงพยาบาลสมิติเวช เพื่อช่วยให้เข้าใจความเสี่ยงด้านสุขภาพ รับคำแนะนำในการดูแลตนเอง และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

นอกเหนือจากการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ ไทยประกันชีวิต ยังตระหนักถึงการส่งมอบคุณค่าให้กับสังคม จึงผนวกการดำเนินธุรกิจในหลากหลายกระบวนการให้สอดคล้องกับแนวทาง ESG เพื่อสร้างการเติบโตทั้งต่อองค์กรและสังคมไทยอย่างยั่งยืน พิสูจน์ได้จากรางวัลและการคัดเลือกต่างๆ ที่บริษัทฯ ได้รับ อาทิ ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยสถาบันไทยพัฒน์ รางวัล Asia Responsible Enterprise Awards 2569 สาขา Responsible Digital Practice จากการดำเนินการโครงการ Core Insurance Process Transformation Leading to “Sustainable Tomorrow” และเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งเดียวที่ได้รับตราสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืน ระดับทองคำ (GOLD Emblem of Sustainability) ซึ่งรางวัลดังกล่าวจัดโดยสถาบัน Enterprise Asia ประเทศสิงคโปร์ รางวัลเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ที่มุ่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

#ไทยประกันชีวิต #ผลประกอบการ
#เงินพาไป

ข้อมูลกรณี ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) จีน เพิ่มสกุลเงินบาทในระบบชำระเงินที่ผ่านมา การสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Curr...
14/08/2026

ข้อมูลกรณี ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) จีน เพิ่มสกุลเงินบาทในระบบชำระเงิน

ที่ผ่านมา การสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเป็นแนวทางที่หลายประเทศ ในภูมิภาคให้ความสำคัญและดำเนินมาต่อเนื่อง ทั้งจากการค้าระหว่างกันและความผันผวนของเงินสกุลหลักที่สูงขึ้นโดยเฉพาะจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อให้ธุรกิจมีทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคทั้ง ASEAN และ ASEAN+3 ก็มีแนวนโยบายสนับสนุนความร่วมมือดังกล่าว

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศโดยใช้เงินสกุลท้องถิ่นผ่านความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลท้องถิ่นกับทางการจีน และการจัดตั้งกลไกส่งเสริมการทำธุรกรรมด้วยเงินสกุลท้องถิ่นเพื่อการค้าและการลงทุนร่วมกับทางการมาเลเซียและอินโดนิเซีย เพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพการใช้เงินสกุลท้องถิ่นให้กับภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ดี จากรายงานของ Swift เกี่ยวกับ Global payments currency & International payments currency ณ เดือนมิถุนายน 2569 (รูปที่ 1) พบว่าการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าและบริการยังอยู่ในระดับต่ำเทียบกับการใช้เงินสกุลหลัก ส่วนหนึ่งเนื่องจากธุรกิจอาจยังมีคู่ค้าอยู่ในหลายประเทศ จึงยังต้องใช้เงินสกุลหลักอยู่ โดยในกรณีของไทย แม้การค้ากว่าร้อยละ 62 จะอยู่กับประเทศในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก แต่ชำระเป็นเงินสกุลท้องถิ่นเพียงร้อยละ 17 ของมูลค่าการค้ารวม (รูปที่ 2) ขณะที่การค้าระหว่างไทย-จีน มีการใช้เงินบาทและหยวนรวมกันประมาณร้อยละ 18 ของมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศ

#เงินพาไป

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Get Money Tripผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์