Thai Scene Online "พื้นที่ที่รวบรวมและสะท้อนทุกปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ผ่านการรายงานที่ฉับไวและมีมุมมองที่ชัดเจนบนโลกดิจิทัล"

จับตา ‘สุชาติ’ ลุยอุตรดิตถ์ แจกสมุดที่ทำกิน คทช. 1.9 แสนไร่ เบื้องหลัง ‘ศรัณย์เกตุ’ ดันยกจังหวัด ส่งไม้ต่อ ‘ส.ส.รสรินทร์...
22/05/2026

จับตา ‘สุชาติ’ ลุยอุตรดิตถ์ แจกสมุดที่ทำกิน คทช. 1.9 แสนไร่ เบื้องหลัง ‘ศรัณย์เกตุ’ ดันยกจังหวัด ส่งไม้ต่อ ‘ส.ส.รสรินทร์’ โกยแต้มยุค ‘นายกฯ อนุทิน’
ในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ค. 2569) จะมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองและนโยบายที่น่าจับตามองในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกำหนดการลงพื้นที่เพื่อเป็นประธานใน “พิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561” ณ โดมอเนกประสงค์ เทศบาลตำบลท่าปลา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
ทว่า เบื้องหลังการลงพื้นที่แจกจ่ายสิทธิ์ทำกินลอตใหญ่ครั้งนี้ แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขับเคลื่อนนโยบายตามวงรอบปกติของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่มีนัยยะทางการเมืองของกลุ่มบ้านใหญ่ในพื้นที่ซุกซ่อนอยู่
ตามกำหนดการ นายสุชาติ จะเป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตฯ ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อนำไปดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามระเบียบ พร้อมทั้งมอบสมุดประจำตัวให้แก่ชาวบ้าน มอบกล้าไม้ มอบใบอนุญาตตัดไม้ในพื้นที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และมอบเงินอุดหนุนกิจกรรมบริหารงานป่าชุมชน โดยมีอธิบดีกรมป่าไม้เป็นผู้กล่าวรายงาน
จากการตรวจสอบข้อมูลการแก้ไขปัญหาพื้นที่กลุ่ม 2, 3 และ 4 (ตามมติ ครม. 26 พ.ย. 2561) ของจังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่ามีการอนุมัติโครงการไปแล้วทั้งสิ้น 18 โครงการ ซึ่งถูกจัดให้เป็นโครงการเร่งด่วน (Quick win) ของกระทรวง ทส. ครอบคลุมเนื้อที่รวม 199,519 ไร่ โดยมีชาวบ้านที่ได้รับการแก้ไขปัญหาการทับซ้อนของที่ดินจำนวน 13,214 ราย

ทั้งนี้ ในแผนงานปีงบประมาณ 2569 ทางจังหวัดมีเป้าหมายคัดกรองและจัดทำสมุดประจำตัวให้ชาวบ้าน จำนวน 1,700 ราย โดยในพิธีวันที่ 23 พ.ค. นี้ จะมีการส่งมอบสมุดประจำตัวลอตแรกให้แก่ตัวแทนชาวบ้าน จำนวน 600 ราย แบ่งเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่ อำเภอลับแล จำนวน 200 ราย อำเภอน้ำปาด จำนวน 200 ราย และ อำเภอท่าปลา จำนวน 200 ราย
แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยเบื้องหลังความสำเร็จในการผลักดันการออกหนังสืออนุญาตให้ทำกินในพื้นที่ คทช. ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ว่ามีจุดเริ่มต้นจากการประสานงานและติดตามอย่างกัดไม่ปล่อยของ นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีตนักการเมืองระดับแกนนำของจังหวัด
การออกแรงผลักดันของนายศรัณย์วุฒิในห้วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้อุตรดิตถ์กลายเป็น "จังหวัดที่ 3 ของประเทศ" ที่ได้รับอนุญาต คทช. แบบยกระดับครอบคลุมทั้งจังหวัด รวมพื้นที่ป่าทั้งหมด 11 ป่า ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้เพียงแค่แก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่เขต 2 (ฐานที่มั่นเดิม) เท่านั้น แต่ยังส่งอานิสงส์ข้ามเขตไปครอบคลุมถึงพื้นที่ อำเภอลับแล อำเภอเมือง และอำเภอตรอน อีกด้วย ถือเป็นการขยายฐานมวลชนผ่านนโยบายรัฐที่จับต้องได้
ปัจจุบัน ฐานเสียงและภารกิจการสานต่อนโยบายเรื่องที่ดินทำกินดังกล่าว ได้ถูกเปลี่ยนผ่านและส่งไม้ต่อมาถึงรุ่นลูก คือ นางสาวรสรินทร์ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ เขต 2 ซึ่งเข้ามามีบทบาทหลักในการประสานงานกับหน่วยงานรัฐและติดตามผลักดันโครงการอย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่การลงพื้นที่เพื่อมอบสมุดประจำตัวสิทธิ์ที่ดินทำกินโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในที่สุด
สำหรับความสำเร็จของโครงการจัดสรรที่ดินทำกินในอุตรดิตถ์ลอตนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลงานที่สอดรับกับจังหวะก้าวทางการเมืองในยุคที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งวางคีย์เวิร์ดสำคัญในการให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องและสิทธิ์ที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนระดับฐานราก
การลงพื้นที่ของ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ในวันที่ 23 พ.ค. นี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการประกาศความสำเร็จของนโยบายรัฐบาล ที่ผนวกเข้ากับแรงผลักดันของตระกูลการเมืองในพื้นที่ ซึ่งได้ใจมวลชนไปเต็มๆ 1.9 แสนไร่

ทำได้จริงหรือปาหี่? กางข้อสั่งการ ครม. นัดที่ 6 บีบข้าราชการ 90 วันล้างทุจริต... ใครคือ 'ตอ'?กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ถูกตั้ง...
20/05/2026

ทำได้จริงหรือปาหี่? กางข้อสั่งการ ครม. นัดที่ 6 บีบข้าราชการ 90 วันล้างทุจริต... ใครคือ 'ตอ'?

กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ถูกตั้งคำถามว่า "ทำได้จริง หรือแค่ปาหี่ทางการเมือง?" หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งเก้าอี้ประธาน

ฉากหน้าคือภาพลักษณ์สุดขึงขังของผู้นำประเทศ ที่ตบโต๊ะสั่งการทุกหน่วยงานราชการให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายจากเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” พร้อมงัดโมเดลเดดไลน์ 30–60–90 วัน มาบีบข้าราชการประจำ

กางข้อสั่งการทั้ง 6 ข้อออกดู จะพบว่าหลายประเด็นไม่ใช่เรื่องใหม่ และมี "ปมเงื่อนงำ" บางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้พรมราชการ ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า กรอบเวลาที่ขีดไว้นั้น จะเป็นการ "แก้ปัญหา" หรือเป็นเพียง "ตั๋วเร่งด่วน" ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่มหรือไม่?

เจาะปมเส้นตาย 30 วัน ใครได้ประโยชน์จาก "พลังงานสะอาด - ที่ดินรัฐ"?

ในบรรดาข้อสั่งการทั้งหมด ประเด็นที่จับตาช่างภาพและนักลงทุนมากที่สุด หนีไม่พ้น ข้อ 1 (พลังงานสะอาด) และ ข้อ 4 (การปลดล็อกที่ดินสาธารณะ)

กระทรวงมหาดไทย เผย ปัจจุบันมีเมกะโปรเจกต์ด้านพลังงานหมุนเวียนหลายโครงการที่ "ค้างท่อ" อยู่ในขั้นตอนการขออนุญาตใช้ที่ดินของรัฐ การที่นายกฯ สั่งการให้เร่งรัดในกรอบ 30 วันแรก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานรายใหญ่ที่ดึงเช็งรอใบอนุญาตอยู่หรือไม่?

คำว่า "ที่ดินสาธารณะที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์" จะถูกนำไปจัดสรรให้ใคร? เกษตรกรรายย่อย หรือกลุ่มทุนข้ามชาติในคราบ New S-Curve? นี่คือหมุดหมายแรกที่จะต้องเกาะติดพิกัดแปลงที่ดินเหล่านั้น

แกะรอยงบประมาณ "อัพสกิล AI - อุ้ม SMEs" เม็ดเงินไหลไปไหน?

ประเด็นการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับ AI (ข้อ 2) และการเยียวยา SMEs จากภาวะเงินเฟ้อ (ข้อ 6) เป็นเรื่องที่ใช้งบประมาณสูงลิ่ว

ที่ผ่านมา งบประมาณประเภท "ฝึกอบรม/สัมมนา" หรือ "จัดจ้างทำแพลตฟอร์มดิจิทัล" มักเป็นช่องทางหลักในการระบายงบประมาณที่ตรวจสอบยากที่สุด การประกาศเร่งรัดใน 60 วัน อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ (เปรียบเทียบราคาแบบเร่งด่วน) โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นตามคำสั่งนายกฯ

บริษัทเทคโนโลยีแห่งใดที่จะเข้ามารับงาน "จัดทำหลักสูตร AI" ให้กับกระทรวงแรงงานและกระทรวงดีอีเอส? มีความเชื่อมโยงกับคนในรัฐบาลหรือไม่? เป็นเรื่องที่ต้องจับตาเปิดชื่อบริษัทคู่สัญญาหลังจากนี้

ล้างทุจริตเชิงรุก (ข้อ 5) ขีดเส้น 90 วัน หรือแค่ซื้อเวลา?

การสั่งปราบปรามการทุจริตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ถูกมองว่าเป็น "ยาหม้อใหญ่" ที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงในระบบราชการ

คำถามสำคัญ การทุจริตในขั้นตอนการขอใบอนุญาต (Ease of Doing Business) เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากมานาน การขีดเส้นเดดไลน์ 90 วัน จะทำได้จริงหรือเป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดเพื่อ "ซื้อเวลา" และลูบหน้าปะจมูก? หากภายใน 90 วันไม่มีการชี้มูลความผิดหรือลงโทษข้าราชการระดับสูงที่เป็น "ตอ" ของการเรียกรับผลประโยชน์ คำสั่งนี้ก็เป็นเพียงแค่เสือกระดาษ

จับตา "กลไกพิเศษ" ที่อยู่เหนือระบบราชการ

นโยบาย 30–60–90 วัน ของนายอนุทินในครั้งนี้ ไม่ได้สั่งผ่านช่องทางราชการปกติเพียงอย่างเดียว แต่มีการตั้ง "ทีมเฉพาะกิจ" (Task Force) ที่ประกอบด้วยสายตรงของฝ่ายการเมืองและตัวแทนจากภาคเอกชนบางกลุ่มเข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีความคืบหน้า

"การเอาเอกชนมานั่งกำกับข้าราชการ โดยมีฝ่ายการเมืองถือแส้ไล่หลัง อาจทำให้งานเร็วขึ้นจริง แต่มันก็เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดภาวะ 'ผลประโยชน์ทับซ้อน' (Conflict of Interest) เพราะเอกชนที่มาร่วมเสนอแนะ ก็คือคนที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้โดยตรง"

นับจากวันที่ 19 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป เข็มนาฬิกาแห่งผลประโยชน์เริ่มเดินแล้ว สำนักข่าวอิศราจะใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ในการติดตาม "เอกสารลับ" และ "รายงานความคืบหน้า" ทุก ๆ ระยะ 30 วัน เพื่อนำความจริงมาตีแผ่ว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ทำเพื่อ "ปากท้องของประชาชน" หรือเพื่อ "กระเป๋าตังค์ของใคร" กันแน่!

‘รองนรม.-รมว.ต่างประเทศ’ ลงใต้ 7 ชั่วโมง  บินไป-กลับ 4 ชม. คุยรับฟังปัญหาจริงไม่ถึง 2 ชั่วโมง?กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตา...
19/05/2026

‘รองนรม.-รมว.ต่างประเทศ’ ลงใต้ 7 ชั่วโมง

บินไป-กลับ 4 ชม. คุยรับฟังปัญหาจริงไม่ถึง 2 ชั่วโมง?

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในกลุ่มนักสังเกตการณ์ทางการเมืองและภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังมีการเปิดเผยเอกสารกำหนดการลงพื้นที่อย่างเป็นทางการของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วันนี้ วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569

เป้าหมายหลักที่ระบุในเอกสารคือ “การลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้” ทว่า เมื่อกางตัวเลขและสัดส่วนการใช้เวลาในตารางบินแบบนาทีต่อนาที กลับพบคำถามสำคัญว่า การเดินทางลงพื้นที่ระดับชาติครั้งนี้ เป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างลึกซึ้ง หรือเป็นเพียงการลงพื้นที่แบบ "ไฟไหม้ฟาง" ตามพิธีการเท่านั้น?

เปิดตัวเลข 'ตารางเวลา' บินไป-กลับ ยาวนานกว่าเวลานั่งประชุม

จากการตรวจสอบ "กำหนดการลงพื้นที่ฯ" พบข้อมูลสัดส่วนการใช้เวลาทั้งหมด 6 ชั่วโมง 50 นาที (ประมาณ 7 ชั่วโมง) โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ออกจากกรุงเทพฯ จนถึงเดินทางกลับ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

เวลาในการเดินทาง (บนเครื่องบินและรถยนต์): รวมทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง 45 นาที (คิดเป็น 70% ของเวลาทั้งหมด) โดยแบ่งเป็นเวลานั่งเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-นราธิวาส 4 ชั่วโมง และการนั่งรถยนต์ข้ามจังหวัดระหว่างนราธิวาส-ยะลา อีก 45 นาที

เวลาในการทำกิจกรรมในพื้นที่ (ศอ.บต.): รวมทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง 5 นาที (คิดเป็นเพียง 30% ของเวลาทั้งหมด)

เมื่อเจาะลึกไปที่เนื้อหาของกิจกรรมความยาว 2 ชั่วโมงเศษนั้น พบว่าถูกซอยย่อยออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1 พบปะบุคลากร (ยืนหน้าอาคาร) 15 นาที (09.25 - 09.40 น.)

2 ประชุมหารือการขับเคลื่อนงาน (ห้องประชุมปัญจเพชร) 45 นาที (09.40 - 10.25 น.)

3 รับประทานอาหารกลางวันควบคู่การสนทนา (Lunch Talk) กับเครือข่ายนักธุรกิจชายแดนใต้ 1 ชั่วโมง (10.25 - 11.25 น.)

"เวลาที่จำกัด" กับ "ความคาดหวัง" ของคนในพื้นที่

จากตัวเลขข้างต้น นัยสำคัญและข้อสังเกต 3 ประเด็นหลัก ประชุม 45 นาที เวลาที่ไม่พอสำหรับปัญหาโครงสร้าง การจัดสรรเวลาประชุมร่วมกับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงและการพัฒนาหลักในพื้นที่ เพียง 45 นาที ถือเป็นเวลาที่สั้นมากจนน่าใจหาย หากหักลบเวลาการกล่าวต้อนรับและการบรรยายสรุป (Briefing) ของเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ระดับนโยบายแทบจะไม่เหลือเวลาในการซักถาม ถกเถียง หรือลงลึกในรายละเอียดของปัญหาเรื้อรัง เช่น ปัญหาความมั่นคง กระบวนการพูดคุยสันติสุข หรือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

'Lunch Talk' 1 ชั่วโมง กับภาคธุรกิจ คุยจริงหรือแค่ทานข้าว?

แม้ตารางจะระบุว่ามีช่วงเวลา 1 ชั่วโมงในการพบกลุ่ม "เครือข่ายนักธุรกิจชายแดนใต้" แต่การควบรวมการหารือเข้ากับมื้ออาหารกลางวัน (Lunch Talk) ในทางปฏิบัติมักเป็นการคุยแบบไม่เป็นทางการ (Informal) และมักถูกลดทอนประสิทธิภาพด้วยกิจกรรมการรับประทานอาหาร ข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนที่กำลังเผชิญพิษเศรษฐกิจชายแดนใต้ อาจไม่มีน้ำหนักพอ หรือไม่มีเวลาสะท้อนภาพจริงได้ครบถ้วน

คุ้มค่าภาษีประชาชนหรือไม่?

การระดมคณะทำงานระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เดินทางด้วยเครื่องบินกองทัพ (บน.6) มีค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการบริหารจัดการค่อนข้างสูง การใช้เวลาเดินทางไป-กลับเกือบ 5 ชั่วโมง เพื่อมานั่งประชุมและพูดคุยรวมกันไม่ถึง 2 ชั่วโมง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามจากสังคมถึง "ความคุ้มค่า" (Value for Money) และความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา

ชะตากรรมชายแดนใต้ในเวลา 2 ชั่วโมง

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคง ศาสนา ชาติพันธุ์ และเศรษฐกิจปากท้อง การลงพื้นที่ของ "ผู้มีอำนาจเต็ม" ระดับรองนายกรัฐมนตรี ควรเป็นโอกาสทองที่คนในพื้นที่และข้าราชการประจำจะได้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด

แต่ตารางเวลาแบบ "ชะโงกทัวร์" ที่เน้นหนักไปกับการเดินทางเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่ยังคงยึด "กรุงเทพฯ" เป็นศูนย์กลาง และมองการลงพื้นที่เป็นเพียง "ภารกิจตามเช็กลิสต์" มากกว่าการตั้งใจลงไปคลุกฝุ่นเพื่อรับฟังเสียงที่แท้จริง

ตราบใดที่เวลาในการรับฟังน้อยกว่าเวลานั่งอยู่บนเครื่องบิน... แผนการดับไฟใต้ที่วาดฝันไว้ในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ ก็คงยังห่างไกลจากความเป็นจริงในพื้นที่อยู่วันยังค่ำ

อย่างไรก็ตาม ต้องพึงระลึกไว้ว่า "เอกสารกำหนดการ" ฉบับนี้ เป็นเพียงตัวเลขและกรอบเวลาตามทฤษฎีหรือการคาดการณ์ล่วงหน้าเท่านั้น ในหน้างานจริง คณะของรองนายกรัฐมนตรีอาจมีการยืดหยุ่นเวลา ปรับเปลี่ยนกระบวนการ หรือลงลึกรายละเอียดหน้างานจนได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ระบุไว้ในหน้ากระดาษก็เป็นได้

กระนั้นตราบใดที่ "กรอบเวลาอย่างเป็นทางการ" ยังคงแสดงสัดส่วนเวลาเดินทางมากกว่าเวลารับฟัง ปัญหาชายแดนใต้ก็ยังคงเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล ชุดข้อมูลจริงในภาคปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ผลสัมฤทธิ์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้จะคุ้มค่าและตอบโจทย์ประชาชนได้จริงหรือไม่...คงต้องเกาะติดและติดตามสถานการณ์หน้างานอย่างใกล้ชิดกันต่อไป

กอ.รมน.โทษสื่อปล่อย “เฟคนิวส์” - ที่แท้ จนท.ส่งรัวๆ ภาพเพลิงโหมนิคมฮาลาลกอ.รมน.มึนโทษสื่อเสนอเฟคนิวส์ระเบิด-ไฟลุกนิคมฮาล...
18/05/2026

กอ.รมน.โทษสื่อปล่อย “เฟคนิวส์” - ที่แท้ จนท.ส่งรัวๆ ภาพเพลิงโหมนิคมฮาลาล
กอ.รมน.มึนโทษสื่อเสนอเฟคนิวส์ระเบิด-ไฟลุกนิคมฮาลาลปัตตานี ท้้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ปูดภาพข่าวน่าสะพรึง มีเจ้าหน้าที่ส่งรัวๆ ในกลุ่มไลน์สื่อมวลชน ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนทุกสำนัก ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ออกโรงจี้ให้ใช้ภาพจากช่องทางที่เป็นทางการ แต่หน่วยงานเองกลับเงียบหายหลังเกิดเหตุข้ามวัน เพิ่งโผล่ส่งข่าว แถมโวยสื่อซ้ำ
กลายเป็นประเด็นร้อนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทันที หลังปรากฏข่าวและภาพถ่ายเหตุการณ์ความไม่สงบภายในนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ปัตตานี แพร่สะพัดในโลกออนไลน์ โดยมีการส่งภาพเพลิงไหม้รุนแรงมาประกอบ จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับสาธารณชน ก่อนที่หน่วยงานความมั่นคง อย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) จะออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่า “ไม่เป็นความจริง”
วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค.69 ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีดังกล่าว หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงค่ำของวันศุกร์ที่ 15 พ.ค. และสื่อมวลชนทุกแขนงเสนอข่าวและภาพข่าวนี้ตลอดทั้งวันของวันเสาร์ที่ 16 พ.ค.
กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุว่า “จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลข่าวสารบางส่วนเกี่ยวกับเหตุระเบิดภายในนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล จังหวัดปัตตานี โดยมีการกล่าวอ้างว่า เป็นข้อมูลและภาพจากศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน.นั้น
จากการตรวจสอบพบว่า ภาพที่นำมาประกอบไม่ใช่ภาพที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานแต่อย่างใด” แถลงการณ์ระบุ
นอกจากนี้ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยังนำภาพเพลิงลุกไหม้น่ากลัว ที่เสนอในสื่อทุกสำนัก รวมถึงศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา ไปนำเสนอประกอบกับแถลงการณ์ และทำเครื่องหมายตีตราว่า “Fake News” ซึ่งหมายถึง “ข่าวปลอม” ด้วย
เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานความมั่นคงวิเคราะห์เสริม โดยอ้างว่าการจงใจนำภาพเพลิงไหม้ขนาดใหญ่มาผูกโยงกับเหตุระเบิดในนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดปัตตานี อาจหวังผลในการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในมิติเศรษฐกิจและการลงทุนที่กำลังฟื้นตัว ทำให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. แสดงความกังวลว่า การนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือขาดการตรวจสอบอย่างรอบด้าน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรยากาศและความเชื่อมั่นในพื้นที่ และอาจถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำไปขยายผลสร้างความสับสนในสังคมวงกว้าง
โอกาสนี้ ยังมีการแจ้งขอความร่วมมือให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการก่อนนำเสนอทุกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นที่อ่อนไหวและกระทบต่อความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ทุกภาคส่วนยึดหลักข้อเท็จจริง ความถูกต้อง และสามารถตรวจสอบได้ในการสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่รอบด้าน อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งความเชื่อมั่นและความสงบเรียบร้อยอย่างยั่งยืน
@@ ย้อนตรวจสอบที่มา “ภาพเพลิงโหม” ที่แท้ จนท.ส่งรัวๆ
จากการตรวจสอบย้อนหลังของ “ทีมข่าวอิศรา” พบว่า สื่อมวลชนทั้งกระแสหลัก และสื่อทางเลือก ทุกสำนัก ทุกเพจ ล้วนนำเสนอภาพข่าวนี้เป็นภาพเดียวกันเกือบทั้งหมด เนื่องจากได้รับการแชร์ภาพจากกลุ่มไลน์ที่เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ ใช้ประสานงานกับสื่อมวลชนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่
กลุ่มไลน์ลักษณะนี้มีหลายกลุ่ม บางกลุ่มเปิดโดยผู้สื่อข่าวเอง แล้วเชิญเจ้าหน้าที่หลายๆ หน่วยเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่ม ขณะที่บางกลุ่มไลน์ เปิดโดยเจ้าหน้าที่เอง และเชิญสื่อมวลชนหลายๆ สำนักเข้าไปเป็นสมาชิก
เมื่อตรวจสอบเฉพาะข่าวและภาพข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงที่นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ปัตตานี เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 15 พ.ค. พบว่า เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็มีการส่งข้อมูลข่าว และภาพจากฝั่งเจ้าหน้าที่ในไลน์กลุ่มที่มีสื่อมวลชนเป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งก็เป็นการส่งภาพประกอบข่าวตามปกติ เหมือนกับทุกๆ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น และส่งข้อมูลข่าว รวมถึงภาพเพื่อใช้ในการสื่อสาร
อย่างไรก็ดี ความคลาดเคลื่อนของเหตุการณ์นี้ คือภาพประกอบข่าวที่เป็นภาพเพลิงโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในนิคมคมฮาลาล และการจับตัว รปภ.เอาไว้โดยกลุ่มคนร้ายไม่ได้เกิดขึ้นจริง แสดงว่าข่าวนี้ไม่ใช่ “เฟคนิวส์” หรือ “ข่าวปลอม” เพียงแต่มีความคลาดเคลื่อนในเรื่องของภาพประกอบเท่านั้น ซึ่งภาพเหล่านี้ก็มีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมส่งให้สื่อมวลชนด้วย
ส่วนช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการตามที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน.อ้างนั้น หลังเกิดเหตุตั้งแต่วันศุกร์ที่ 15 พ.ค. ไม่ได้มีการส่งภาพหรือข้อมูลใดๆ ให้กับสื่อมวลชน และแทบจะไม่มีการสื่อสารชี้แจงทำความเข้าใจใดๆ กระทั่งมาเผยแพร่ภาพที่เป็นภาพความเสียหายหลังเกิดเหตุการณ์ ในวันเสาร์ที่ 16 พ.ค. หลังเกิดเหตุการณ์ไปแล้วข้ามคืน แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า ภาพเพลิงโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงเป็นภาพที่คลาดเคลื่อนแต่อย่างใด
กระทั่งวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. ทางศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน.จึงเพิ่งมาออกแถลงการณ์กล่าวหาสื่อมวลชนทุกสำนักว่า “ปล่อยเฟคนิวส์” ซึ่งหากนับเวลา ก็เท่ากับเป็นการแถลงหลังเกิดเหตุการณ์จริงเกือบ 2 วัน
@@ “อิศรา” แก้ไขภาพคลาดเคลื่อน - ขออภัยผู้อ่าน
อย่างไรก็ดี เมื่อมีการแจ้งว่าภาพประกอบข่าวคลาดเคลื่อน ทางศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา ก็ไม่ได้ละเลย และได้เปลี่ยนภาพประกอบข่าวทันที ทางศูนย์ข่าวจึงขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากการลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ของทีมข่าว เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุรุนแรงไปแล้ว และเป็นการลงพื้นที่ในวันถัดมา เพื่อความปลอดภัย เพราะเหตุการณ์เกิดเวลากลางคืน จึงไม่มีภาพขณะเกิดเหตุมานำเสนอ ต้องใช้ภาพจากเจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนส่งภาพและข้อมูลข่าวเบื้องต้นให้กับสื่อทุกสำนักเท่านั้น ดูน้อยลง

รวบแก๊งขนยานรกจากนราฯ ยึดไอซ์ 300 กิโลฯคาปั๊มกลางกรุงเหตุการณ์จับกุมและยึด “ไอซ์” ล็อตใหญ่ที่สุดในภาคใต้ คือ 900 กิโลกรั...
14/05/2026

รวบแก๊งขนยานรกจากนราฯ ยึดไอซ์ 300 กิโลฯคาปั๊มกลางกรุง
เหตุการณ์จับกุมและยึด “ไอซ์” ล็อตใหญ่ที่สุดในภาคใต้ คือ 900 กิโลกรัม หรือเกือบ 1 ตัน ที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว จนทำให้ อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตากใบ ถูกขนานนามจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าเป็น “เมืองหลวงของยาไอซ์” นั้น
ผ่านมาไม่ถึง 1 ปี มีการจับกุมเครือข่ายผู้ค้า และยึดไอซ์ได้อีก 300 กิโลกรัม แม้จะเป็นการจับและยึดที่กรุงเทพฯ แต่กลุ่มผู้ต้องหาที่ร่วมปฏิบัติการขนย้าย เป็นชาว จ.นราธิวาส และมาจาก อ.สุไหงโก-ลก กับอำเภอใกล้เคียง
เหตุการณ์จับไอซ์ล็อตใหญ่ ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันพุธที่ 13 พ.ค.69 โดย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) กล่าวถึงผลปฏิบัติการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 (บก.สปพ.), กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก (ขกท.ทบ.) ในการทลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่จากพื้นที่ชายแดนใต้
ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ค.69 โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงตัวเข้าตรวจค้นรถตู้เป้าหมาย ที่สถานีบริการน้ำมัน แห่งหนึ่งในเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ หลังสืบทราบพฤติการณ์ของกลุ่มเครือข่ายนักค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคใต้ ที่ใช้วิธีการอำพรางด้วยการใช้รถตู้และสลับป้ายทะเบียนเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ในการลำเลียงยาเสพติด
ผลการตรวจค้นพบยาเสพติด เป็น “ไอซ์” น้ำหนักรวมประมาณ 300 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในรถตู้ จับกุมผู้กระทำความผิดรวม 6 ราย ทั้งหมดมีภูมิลำเนาอยู่ใน จ.นราธิวาส ได้แก่ อ.เจาะไอร้อง, อ.สุไหงปาดี และ อ.สุไหงโก-ลก
ภายหลังการจับกุม สำนักงาน ป.ป.ส. ได้สั่งการให้มีการขยายผลปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวในพื้นที่ จ.นราธิวาส จำนวน 5 จุด ครอบคลุม อ.เจาะไอร้อง, อ.สุไหงปาดี และ อ.สุไหงโก-ลก เพื่อดำเนินการมาตรการทางทรัพย์สิน ทั้งยึดอายัดและตรวจสอบเส้นทางเงิน
โดยมีรายการทรัพย์สินที่ถูกตรวจยึดเบื้องต้น ได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง, กิจการร้านซักผ้าหยอดเหรียญ, ยานพาหนะหลายรายการ, เครื่องประดับและสินค้าแบรนด์เนม รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ประมาณ 46 ล้านบาท
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า ยาเสพติดล็อตนี้ถูกลำเลียงมาจากพื้นที่อื่นเพื่อมาพักคอย และเตรียมส่งต่อไปยังพื้นที่ภาคใต้ โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายอยู่ที่ประเทศที่สาม ซึ่งถือเป็นการสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศ
“การจับกุมครั้งนี้เป็นการสกัดกั้นก่อนที่ยาเสพติดจะถูกส่งออกนอกประเทศตามนโยบายรัฐบาล โดย ป.ป.ส. จะร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับนายทุนผู้สั่งการและผู้บงการเบื้องหลังอย่างถึงที่สุด พร้อมใช้มาตรการยึดทรัพย์เพื่อตัดวงจรการค้าอย่างเป็นระบบ” เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุ
ด้านเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ เผยกับ “ทีมข่าว” ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อมูลสำคัญที่ยืนยันได้ว่า เครือข่ายนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายเดิมในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก ซึ่งมีรายงานความเคลื่อนไหวมาตลอด โดยเฉพาะการจับกุมเยาวชนผู้เสพและเป็น “สายเดินยา” ของผู้มีอิทธิพล เมื่อสอบปากคำก็พบว่า เชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายารายนี้ทั้งสิ้น
เจ้าหน้าที่ในพื้นที่อีกราย ให้ข้อมูลว่า การนำเงินจากการค้ายาเสพติดไปเปิดธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่ เช่น กิจการซักผ้าหยอดเหรียญ เป็นกิจกรรมที่นักค้ายานิยมทำ และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับนักธุรกิจสีเทาคนดัง ซึ่งมีอิทธิพลในพื้นที่
@@ ย้อนรอยจับยา “เมืองหลวงไอซ์” ตากใบ - โก-ลก
อนึ่ง พื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และอำเภอใกล้เคียง โดยเฉพาะ อ.ตากใบ กลายเป็นแหล่งพักและทางผ่านยาเสพติด โดยเฉพาะ “ไอซ์” ล็อตใหญ่ เพื่อส่งต่อไปต่างประเทศ
เฉพาะปี 2568 มีการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดและยึดไอซ์ล็อตมหึมาถึง 2 ครั้ง โดยครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งตามสถิติน่าจะยึดของกลางมากที่สุดในภาคใต้ คือ เมื่อวันที่ 14 ส.ค.68 ที่ อ.ตากใบ ไอซ์จำนวน 900 กิโลกรัม หรือเกือบ 1 ตัน
โดยการจับกุมไอซ์ล็อตดังกล่าว ขยายผลมาจากการตรวจยึดไอซ์อีกกว่า 600 กิโลกรัม ที่ อ.สุไหงโก-ลก เมื่อเดือน มิ.ย. หรือเพียง 2 เดือนก่อนหน้า ซึ่งพบว่าของกลางทั้งหมดมาจากเครือข่ายผู้ค้ารายเดียวกัน
การจับกุมไอซ์ล็อตใหญ่เมื่อปีที่แล้ว มีการสั่งย้ายตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่ และตั้งกรรมการสอบสวน แต่ภายหลังมีข่าวนายตำรวจที่ถูกสอบ ได้กลับเข้าพื้นที่ และเรื่องก็เงียบหายไป ดูน้อยลง

'ทวี สอดส่อง' ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล. หวั่นซ้ำเติม 'รวยกระจุก จนกระจาย' - กำไรตกกลุ่มทุนผูกขาด        "พ.ต.อ.ทวี สอ...
13/05/2026

'ทวี สอดส่อง' ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล. หวั่นซ้ำเติม 'รวยกระจุก จนกระจาย' - กำไรตกกลุ่มทุนผูกขาด
"พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กอัดนโยบายรัฐบาล ชี้เงินกู้ 4 แสนล้านเป็นเพียง 'เงินผ่านมือ' ไหลกลับเข้ากระเป๋าทุนใหญ่ค้าปลีก-พลังงาน เผยงบการเงินไตรมาส 1/69 โรงกลั่นกำไรพุ่ง 450% ขณะที่ประชาชนแบกค่าไฟจากก๊าซสองมาตรฐาน จี้รัฐปฏิรูปกติกาป้องอำนาจเหนือตลาดก่อนเศรษฐกิจพัง
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ แสดงทัศนะวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการตรวจสอบความชอบธรรมของ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศคือสภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” โดยเฉพาะระบบที่ทำให้ “หนี้และดอกเบี้ยเป็นของประชาชน แต่กำไรเป็นของกลุ่มทุนผูกขาด” ซึ่งตนมองว่านอกจากประเด็นข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 แล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ "ความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้าง" ใน 3 มิติหลัก ดังนี้:

1. วิกฤตค้าปลีก: เงินกู้รัฐคือเงินผ่านมือประชาชนสู่ทุนใหญ่
พ.ต.อ.ทวี ชี้ให้เห็นว่า โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และการอัดฉีดเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากเงินกู้งวดแรก 200,000 ล้านบาท สุดท้ายจะไหลเข้าสู่ระบบนิเวศของทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากร้านค้ารายย่อยต้องพึ่งพาสินค้าส่งจากเจ้าสัว
สถิติน่าสนใจ: ปี 2568 ร้านสะดวกซื้อและร้านขายส่งเครือข่ายทุนใหญ่มีรวมกันกว่า 21,000 แห่ง ครองตลาดกว่า 70%
ตัวเลขกำไร: ในขณะที่ GDP ประเทศโตเพียง 1.6-2% แต่กลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่กลับมีรายได้รวมในปี 2568 สูงถึง 1,022,143 ล้านบาท และกวาดกำไรสุทธิไป 28,206 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.30%) สะท้อนชัดว่าเป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากประชาชนไปสู่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่
2. พลังงานป่วยหนัก: ก๊าซสองมาตรฐาน - โรงกลั่นกำไรพุ่ง 450%
หัวหน้าพรรคประชาชาติยังเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิกฤตพลังงาน โดยระบุว่ามีความพยายามบิดเบือนต้นทุนพลังงานผ่านระบบก๊าซสองมาตรฐาน โดยรัฐจัดสรรก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยให้ภาคปิโตรเคมี แต่ผลักภาระก๊าซนำเข้า (LNG) ราคาแพงให้ประชาชน
"หากคืนก๊าซอ่าวไทยให้ประชาชน ค่าไฟจะลดลงทันที 0.53 บาท/หน่วย เงินหลักหมื่นล้านควรกลับสู่กระเป๋าคนไทย ไม่ใช่ถูกแปรรูปเป็นกำไรปันผลให้เอกชน"
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังตั้งข้อสังเกตถึงงบการเงินไตรมาส 1/2569 ของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ที่พบว่ามีกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท พุ่งสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 450% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่สูงเป็นประวัติการณ์
3. งบค้างท่อ: ดอกเบี้ยเดินตั้งแต่วินาทีแรก
ในส่วนของการบริหารจัดการงบประมาณ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่าหน่วยรับงบประมาณมีความล้มเหลวในการเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งมักใช้ไม่เกิน 20% ทำให้เกิดปัญหางบค้างท่อ แต่รัฐบาลกลับกู้เงินเกินความสามารถในการเบิกจ่าย ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2567-2568 รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้สูงถึง 451,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนที่ถูกนำไปเผาทิ้งเปล่าๆ
พ.ต.อ.ทวี ทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความบิดเบี้ยวนี้ คือ:
รักษาสัดส่วนรัฐวิสาหกิจ: รัฐต้องถือหุ้นในสาธารณูปโภคพื้นฐาน (ไฟฟ้า น้ำมัน น้ำประปา) ไม่น้อยกว่า 51% เพื่อควบคุมราคา
ปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้า: ป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดและการฮั้วราคาของกลุ่มทุนที่คุมทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ
ยึดหลักนิติธรรม: สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนมีศักดิ์ศรีและลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
"หากรัฐยังใช้นโยบายก่อหนี้เพื่อประคองโครงสร้างเดิมโดยไม่ปฏิรูปความเป็นธรรม เงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ จะเป็นเพียงภาษีที่ประชาชนกู้มาเพื่อจ่ายเป็นกำไรปันผลให้กลุ่มทุนผูกขาดเท่านั้น" พ.ต.อ.ทวี ระบุย้ำตอนท้าย

04/05/2026

พล.อ.โกศล ชี้ไทยไม่ใช่เบี้ยมหาอำนาจ ต้องเลือกทางรอดให้ประชาชน หนุน “สีหศักดิ์” เปิดทุกช่องทางจีน–รัสเซีย–ตะวันออกกลาง

พลเอก โกศล ชูใจ เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ แสดงความเห็นต่อกรณีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อสหรัฐอเมริกา สะท้อนความกังวลต่อท่าทีของสหรัฐฯ ที่ยังมิได้เสนอความช่วยเหลือโดยตรงต่อประเทศไทย ภายหลังไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง ท่าทีของรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งนี้เป็น “สัญญาณสำคัญของการทบทวนดุลยภาพนโยบายต่างประเทศไทย” และเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การทูตเพื่อความอยู่รอดและเสถียรภาพของฐานราก

พลเอก โกศล กล่าวว่า ประเทศไทยมีประวัติความสัมพันธ์อันยาวนานกับสหรัฐอเมริกา และยังคงให้ความสำคัญกับความร่วมมือในฐานะมิตรประเทศและพันธมิตรตามกรอบความสัมพันธ์เดิม แต่ในภาวะวิกฤตระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชนไทย ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงาน ราคาปุ๋ย ต้นทุนการผลิตภาคเกษตร การขนส่งระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของเรือสินค้าไทย รัฐบาลไทยย่อมมีหน้าที่ต้องแสวงหาช่องทางความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่สามารถช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนได้จริง

วิกฤตการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานนอกระบบ เกษตรกร และฟันเฟืองทางเศรษฐกิจระดับฐานราก ซึ่งต้องการการปกป้องจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน

“ผมเห็นด้วยกับท่านรัฐมนตรีต่างประเทศว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกข้างในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย หากประเทศใดเป็นมิตรกับเราในยามปกติ แต่ในยามวิกฤตกลับไม่สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนไทยได้โดยตรง ไทยก็มีความจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ทางการทูตกับประเทศอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย หรือประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง” พลเอก โกศล กล่าว

การรักษาสมดุลเชิงรุกในโลกพหุขั้วอำนาจ

เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่วิเคราะห์ต่อว่า สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า โลกมิได้ตั้งอยู่บนระบบขั้วอำนาจเดียวอีกต่อไป ประเทศขนาดกลางอย่างไทยจึงต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบ ยืดหยุ่น และยึดผลประโยชน์แห่งชาติเป็นศูนย์กลาง การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ ยังคงมีความสำคัญ แต่ต้องไม่หมายความว่าไทยจะจำกัดทางเลือกของตนเองจนไม่สามารถประสานความร่วมมือกับจีน รัสเซีย หรือประเทศอื่น ๆ ได้ในยามที่ประชาชนไทยต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

กรณีไทยขอให้จีนช่วยอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยของเรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการเจรกับรัสเซียเรื่องปุ๋ยและพลังงาน เป็นตัวอย่างของการทูตเชิงปฏิบัติที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองระหว่างประเทศ หากแต่เป็นการกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานโลกถูกกระทบจากสงคราม มาตรการคว่ำบาตร และการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ

“วันนี้โจทย์ของไทยไม่ใช่ว่าเราจะอยู่ข้างใคร แต่คือเราจะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีปุ๋ยใช้ ให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับราคาน้ำมันที่สูงเกินควร ให้เรือไทยและลูกเรือไทยได้รับความปลอดภัย และให้เศรษฐกิจไทยไม่ถูกลากไปเป็นผู้เสียหายจากสงครามที่ไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อ นี่คือหัวใจของนโยบายต่างประเทศที่ต้องยืนอยู่บนผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ยืนอยู่บนความเกรงใจทางการทูตเพียงอย่างเดียว” พลเอก โกศล กล่าว

ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคและข้อเสนอเชิงนโยบาย

พลเอก โกศล ยังเห็นว่า จีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือในสถานการณ์วิกฤต ดังนั้น ไทยควรใช้ความสัมพันธ์ไทย–จีนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงยุทธศาสตร์ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ความสัมพันธ์กับประเทศอื่นถดถอยลง

หากดำเนินนโยบายด้วยความสมดุล โปร่งใส และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ความสัมพันธ์ไทย–จีนไม่ควรถูกมองผ่านกรอบการแข่งขันของมหาอำนาจเท่านั้น แต่ควรมองในฐานะความร่วมมือของประเทศในเอเชียที่มีผลประโยชน์ร่วมกันด้านเสถียรภาพ เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของเส้นทางการค้า

“หากจีนสามารถช่วยประสาน ลดความเสี่ยง หรือเปิดทางให้ไทยผ่านพ้นวิกฤตได้ ไทยก็ควรใช้ช่องทางนั้นอย่างเต็มที่ ภายใต้หลักอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศ” พลเอก โกศล ระบุ

พร้อมย้ำว่า พรรคทางเลือกใหม่สนับสนุนแนวทางนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ สร้างสรรค์ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคความไม่แน่นอนสูง ไทยไม่ควรปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถูกกำหนดจากอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินจากความสามารถของแต่ละประเทศในการร่วมแก้ปัญหาปัจจุบันและอนาคตให้แก่ประชาชนไทย

“ไทยต้องเป็นมิตรกับทุกประเทศ แต่ต้องไม่เป็นเบี้ยของประเทศใด ไทยต้องเคารพพันธมิตรเดิม แต่ก็ต้องกล้าสร้างพันธมิตรใหม่ ไทยต้องรักษาสมดุล แต่สมดุลนั้นต้องไม่ใช่สมดุลแบบนิ่งเฉย หากต้องเป็นสมดุลที่ทำให้ประเทศมีอำนาจต่อรองมากขึ้น และทำให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองมากขึ้น” พลเอก โกศล กล่าวย้ำ

ในตอนท้าย พลเอก โกศล ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญต่อระบบนโยบายต่างประเทศไทยว่า การพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไปอาจทำให้ไทยขาดความยืดหยุ่นในยามวิกฤต รัฐบาลจึงควรเร่งจัดทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยครอบคลุมพลังงาน ปุ๋ย อาหาร เส้นทางเดินเรือ การเงินระหว่างประเทศ และการบริหารความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร เพื่อให้ไทยสามารถรับมือความผันผวนของโลกได้อย่างมีเอกภาพและทันท่วงที

“ในโลกวันนี้ ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เลือกข้างเก่งที่สุด แต่คือประเทศที่รู้จักรักษาประโยชน์ของตนเองอย่างชาญฉลาดที่สุด ประเทศไทยต้องมีความกล้าพอที่จะพูดความจริงกับมิตรทุกฝ่าย และต้องมีความสามารถพอที่จะสร้างทางเลือกใหม่ๆให้ตนเองในทุกสถานการณ์” พลเอก โกศล กล่าวปิดท้าย

04/05/2026

อัยการโชว์สุภาพบุรุษ

ป้อง ปปช.หลุดคดีฟ้อง”สุภา”

04/05/2026

ที่อยู่

ตาชี
Amphoe Yaha
95120

เบอร์โทรศัพท์

+66831715419

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thai Scene Onlineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Thai Scene Online:

แชร์