Guide John Thailand

Guide John Thailand ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Guide John Thailand, บริการท่องเที่ยว, Ayutthaya.

18/01/2023
17/01/2023
06/01/2023

55 ประโยคภาษาพม่าที่ใช้สื่อสาร ในห้องเรียนคุณต้องรู้ 55 Burmese Classroom Expression You Must know. Classroom Language in Burmese. #เรียนพูดภาษาพม่า #ครูแซม #ค.....

06/01/2023

📚Beautiful HSK4 flashcards presented by YiminChineseThere are 2 versions you can chooseA. Without Audioshttps://etsy.me/3rLr5cFB. With Audios (All 600 word...

06/01/2023
03/12/2022

"จีน" แพ้ศึกสงคราม "พระญามังราย" แห่งล้านนา
เอกสารโบราณราชวงศ์หยวนบันทึกเหตุการณ์ไว้........................................................

“หยวนสื่อ” เป็นเอกสารบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหอหลวง ซึ่งมีซ่งเหลียน (ค.ศ. 1310 – 1381) และหวังเหวย (ค.ศ. 1321 – 1374) เป็นผู้เขียนหลัก โดยเขียนในช่วง ค.ศ. 1368 – 1370 ตามคำสั่งของจักรพรรดิหงอู่ หรือ หมิงไท่จู่ ราชวงศ์หมิง เนื้อหาส่วนใหญ่คัดลอกจาก “สือลู่” ที่เขียนในราชวงศ์หยวน เพื่อรักษาความจริงของประวัติศาสตร์ให้รุ่นหลังสามารถยึดถือเป็นตัวอย่าง จักรพรรดิหมิงไท่จู่ของราชวงศ์หมิงมีคำสั่งว่า “เมื่อเขียนประวัติศาสตร์ให้ราชวงศ์หยวน อย่าให้คำวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ให้เขียนตามเรื่องจริง ความดีความชั่วจะปรากฏมาด้วยเขาเอง” อย่างไรก็ตาม “หยวนสื่อ” มีเนื้อหาบันทึกว่าจีนและล้านนามีการติดต่อสัมพันธ์กันในราชวงศ์หยวน เช่น ในสมัยรัชกาลเฉิงจง (ค.ศ. 1294 – 1307) จักรพรรดิเฉิงจงสั่งกองทัพ 2 หมื่นคนไปตีปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ในปีที่ 4 รัชกาลไท่ติ้ง (ค.ศ. 1326) เจ้าน้ำท่วมแห่งปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ส่งบรรณาการให้แก่จีน

“ในสมัยราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1271 – 1368) จีนขยายอำนาจลงสู่พื้นที่ทางภาคใต้ ได้ยึดครองมณฑลยูนนานกับมณฑลกว่างสี และขยายอำนาจอย่างกว้างขวางทั้งในภูมิภาคยุโรป เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราชวงศ์หยวนรุกรานอาณาจักรอันนัม (ดินแดนของชาวเวียดที่แพร่ขยายออกมาจากบริเวณเดิมแถบลุ่มแม่น้ำแดงและแม่น้ำดำ) พม่า จามปา และเกาะชวา โดยบังคับให้ยอมรับอำนาจและส่งเครื่องราชบรรณาการแก่ราชวงศ์หยวนมองโกล รัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางแห่งจึงพยายามมองหาความช่วยเหลือและหาหนทางป้องกันภัยจากจีน ตัวอย่างเช่น ล้านนาและสุโขทัย”

ชาวจีนเรียกประเทศของตัวเองว่า “จงกั๋ว” หมายถึง “ประเทศอันเป็นศูนย์กลาง” เพราะชาวจีนแต่โบราณนั้นเชื่อว่าที่ตั้งประเทศของตนคือแผ่นดินที่ตั้งอยู่ตรงกลางของโลก มีผืนน้ำและเกาะแก่งต่าง ๆ ตั้งอยู่โดยรอบแผ่นดินจีน แต่ก็ยังมีอีกคำหนึ่งที่ชาวจีนใช้เรียกประเทศของตัวเองเช่นกัน คือคำว่า “จงหวา” คำว่า “จง” หมายถึง “ศูนย์กลาง” ส่วนคำว่า “หวา” หมายถึง “ความบรรเจิดหรือแจ่มจรัส” ชาวจีนแต่โบราณเชื่อว่าประเทศของตนนั้นเหนือกว่าแผ่นดินอื่นใดในโลก จึงเรียกชื่อประเทศว่า “ศูนย์กลางแห่งความแจ่มจรัส” ซึ่งน่าจะเป็นความหมายโดยรวมที่แท้จริง

ต้นแบบความคิดในเรื่องการจัดความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัฐต่าง ๆ พัฒนาจากระบบศักดินาของจีน ซึ่งยึดถือลัทธิขงจื่อ (Confucius) เป็นแนวคิดหลัก ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว ผู้ปกครองที่มีอำนาจสูงสุด (จักรพรรดิ/ฮ่องเต้) เรียกตัวเองว่า “เทียนจื่อ” หมายถึง “โอรสแห่งสวรรค์” (Son of Heaven) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชนชั้นปกครอง แผ่นดินจีนล้วนเป็นแหล่งภายใต้สวรรค์ เป็นดินแดนของ “โอรสแห่งสวรรค์” ในสังคมจีนโบราณมีระบบชนชั้นที่เข้มงวดตามลัทธิขงจื่อ แต่ละชนชั้นต้องปฏิบัติตามระเบียบและหน้าที่ของตนเอง จักรพรรดิมีหน้าที่ปกครองแผ่นดินจีนให้มีความสุขสงบ ประชาชนทั้งหลายต้องยอมรับอำนาจและปฏิบัติตามฐานะของตนเอง จีนถือว่าตนเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่และตั้งอยู่ในศูนย์กลางอำนาจ จึงมีหน้าที่ปกป้องดูแลรัฐต่าง ๆ ที่อยู่รายล้อมและช่วยพัฒนาให้มีอารยธรรมก้าวหน้า อาณาจักรที่ด้อยกว่าจึงต้องยอมรับอำนาจปฏิบัติตามระเบียบ แสดงความจงรักภักดี และส่งบรรณาการให้แก่จีนตามข้อกำหนด

อาณาจักรล้านนาเป็นพื้นที่สำคัญที่ติดต่อกับยูนนาน พม่าและไทย ตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างจีนกับภาคพื้นทวีปตอนบนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในรัฐที่ส่งบรรณาการให้แก่จีน อาณาจักรล้านนาได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์จีนเป็นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์หยวน ซึ่งคนจีนขณะนั้นเรียกอาณาจักรล้านนาว่า “ปาไป่สีฟู่” และเปลี่ยนชื่อในสมัยราชวงศ์หมิงเป็น “ปาไป่ต้าเตี้ยน” ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับอาณาจักรล้านนาสืบเนื่องตลอดมาประมาณ 300 ปี และสิ้นสุดลงเมื่ออาณาจักรล้านนาตกเป็นส่วนหนึ่งของพม่า จีนและล้านนายังไม่มีดินแดนติดต่อกันราชวงศ์หยวนได้ตั้งสำนักปกครองกองทัพที่ยูนนาน เพื่อปกป้องความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และมีนโยบายขยายอำนาจไปสู่พื้นที่ตอนบนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงพม่า ปาไปสีฟู่ (ล้านนา) อันนัม และลาวในเวลาเดียวกันพระญามังรายได้ขยายอำนาจจากเมืองเชียงรายลงไปยังเมืองฝาง ทรงรวบรวมเมืองหริภุญชัยไว้ในอำนาจได้สำเร็จ จึงสร้างเมืองเชียงใหม่และสถาปนาอาณาจักรล้านนา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับล้านนาจึงเริ่มพบในสถานภาพการขยายอำนาจของราชวงศ์หยวนและราชวงศ์มังราย

ในช่วงเวลาเดียวกัน พระญามังรายก็ขยายอำนาจไปเมืองเชียงรายและเมืองฝาง เนื่องจากได้พบการขยายอำนาจของราชวงศ์หยวนทางตอนเหนือ พระญามังรายจำเป็นต้องขยายอำนาจลงสู่ทางใต้และยึดครองเมืองหริภุญชัยได้สำเร็จในราว ค.ศ. 1292 โดยร่วมมือกับพระญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในปีเดียวกัน (ค.ศ. 1292) ราชวงศ์หยวนก็ได้วางแผนจะส่งกองทัพไปโจมตีปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) พระญามังรายพยามยามปกป้องรัฐของตนเองโดยร่วมมือกับเมืองที่อยู่ใกล้เพื่อต่อสู้กับราชวงศ์หยวน 2-3 ปี ปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ยั่วยุชายแดนจีนหลายครั้ง ทำให้ราชวงศ์หยวนส่งหลิวเซินนำกองทัพไปปราบปราม

ดังนั้นใน ค.ศ. 1301 ราชวงศ์หยวนเตรียมตัวยกทัพโดยจัดตั้งกองทัพทหารปราบปาไป่สีฟู่เฉพาะที่รวบรวมทหารมองโกลและทหารท้องถิ่นของยูนนาน จักรพรรดิ “ส่งทหารหลิวเซิน เหอล่าไต้ เจิ้งโย่วนำทหารสองหมื่นนายไปปราบปรามปาไป่สีฟู่ (ล้านนา)” แต่ในขณะที่ราชวงศ์หยวนส่งกองทัพไปปราบปรามปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ระหว่างนั้นเกิดกบฏในท้องที่ยูนนานและมีการทำสงครามกับพม่าจนสูญเสียกำลังทัพจำนวนมาก ซึ่งส่งผลต่อการปราบปาไป่สีฟู่ (ล้านนา)

ราชวงศ์หยวนทุ่มเทกำลังทหารอย่างน้อย 2-3 หมื่นคนเพื่อไปตีปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ ทำให้ราชวงศ์หยวนเสียหายอย่างหนัก ทั้งคน ม้า และเงิน ในอีกด้านหนึ่งยังทำให้เมืองต่าง ๆ ในชายแดนเกิดความวุ่นวาย จึงมีขุนนางเสนอว่า “หลิวเซินเดินทัพไกลไปตีปาไป่สีฟู่กั๋ว เป็นการศึกซึ่งไม่ยุติ ทำให้ราษฏรเดือดร้อนและเกิดจลาจลในระหว่างทาง หลิวเซินปราบการกบฏไม่ได้ ยังทิ้งทหารหลบหนีใน ค.ศ. 1302 เดือนมีนาคม จักรพรรดิปลดหลิวเซิน และขุนนางอีกสองคนยังถูกประหารชีวิต เนื่องจากแพ้ศึกและเสียไพร่พลในการปราบปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) สุดท้ายการใช้กำลังทหารบังคับล้านนาให้ยอมรับอำนาจของราชวงศ์หยวนจึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เนื่องจากราชวงศ์หยวนล้มเหลวครั้งยกทัพไปเกลี้ยกล่อมปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ราชวงศ์หยวนจึงปรับกลยุทธ์เป็นการส่งราชทูตไปเกลี้ยกล่อมปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ของปาไป่สีฟู่ (ล้านนา) ได้ปรับเปลี่ยน จึงยอมสวามิภักดิ์และถวายบรรณาการให้ราชวงศ์หยวน สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างทั้ง 2 รัฐพัฒนาอย่างราบรื่นบนพื้นฐานที่มีความมั่นคงภายในภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ล้านนาถวายบรรณาการและรายงานสืบต่อตำแหน่งตามปกติ จีนก็ส่งราชทูตและตอบแทนสิ่งของต่าง ๆ ตามกำหนด ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนามีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองและการทหารอย่างชัดเจน แต่ในตอนต้นศตวรรษที่ 16 สถานการณ์ในภาคเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการปรับเปลี่ยน ซึ่งไดเวียดและพม่าได้ขยายอำนาจอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนเสียอำนาจการปกครองในพื้นที่บริเวณนี้เรื่อย ๆ จนจีนไม่สามารถช่วยล้านนา จึงปล่อยให้ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า และความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนาจึงสิ้นสุดลงไป

อ้างอิง :
โจวปี้เฝิง, ล้านนาสวามิภักดิ์ ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา, กรุงเทพฯ: มติชน, 2565
........................................................

#ล้านนา #เชียงใหม่ #พิพิธภัณฑ์ #ศูนย์มรดกเมืองเชียงใหม่ #清邁 #元代

14/10/2022

ททท. เชิญผู้ประกอบท่องเที่ยวร่วมงานประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี” NEW CHAPTERS NEXT NORMAL
ตั้งแต่วันนี้ – 18 ตุลาคม 2565 ฟรี!
จำนวนจำกัด 2,500 ท่านเท่านั้น (ภูมิภาคละ 500 ท่าน)
แล้วพบกันที่งาน 1-2 พฤศจิกายน 2565 พร้อมกัน 5 ภูมิภาค ทั่วประเทศ
ลงทะเบียนคลิก!
https://forms.gle/4QQr7CwWGuXsATAA8
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไลน์

07/10/2022
03/09/2022

ที่วัดพระเชตุพนฯ หรือที่ใครต่อใครนิยมเรียกกันแบบสะดวกปากมากกว่าว่า “วัดโพธิ์” นั้น
นอกจากจะมีประติมากรรมรูป “ฤๅษีดัดตน” ในอิริยาบถต่างๆ ประดับประดาอยู่ที่เขามอ (คือภูเขาจำลอง ที่ใช้ประดับตกแต่งในสวนหรืออุทยาน โดยคำว่า “มอ” นั้น เข้าใจว่ากร่อนมาจากคำว่า “ถมอ” ที่แปลว่า “หิน” ในภาษาเขมร) ทั้งหลาย ที่สร้างรายล้อมรอบระเบียงคดของพระอุโบสถแล้ว ก็ยังมีจารึกที่เรียกกันว่า “จารึกโคลงภาพฤๅษีดัดตน” ประดับอยู่ในศาลารายหลังต่างๆ ภายในวัดอีกด้วย
และก็เป็นข้อความที่อยู่ในจารึกเหล่านี้นี่เองที่บอกกับเราว่า เมื่อเรือน พ.ศ.2379 รัชกาลที่ 3 ได้มีรับสั่งให้นำ “สังกสีดีบุกผสม หล่อรูป นักสิทธิ์แปดสิบให้ เทอดถ้าดัดตน” (อักขรวิธีตามจารึก)
ข้อความข้างต้นสามารถแปลไทยเป็นไทยอีกที เพื่อให้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นได้ว่า รัชกาลที่ 3 ได้รับสั่งให้หล่อรูปสำริด “นักสิทธิ์” ดัดตนขึ้นมา 80 ตน
ส่วนเจ้า “นักสิทธิ์” ที่ว่านี่คือ “สิทธะ” ในปรัมปราคติของชมพูทวีป ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันไปในหลากหลายคัมภีร์ แถมยังต่างกันในรายละเอียดของแต่ละศาสนาอีกด้วย แต่รวมๆ แล้วก็หมายถึง ผู้วิเศษ ผู้มีฤทธิ์ หรือผู้บรรลุธรรมชั้นสูง
ก็อย่างที่โลกภาษาไทยเรารับเอามาแล้วมักจะให้ภาพแบบเหมารวมว่าเป็น “ฤๅษี” นั่นแหละครับ
แต่ถ้าจะว่ากันตามคติของชมพูทวีปอย่างเคร่งครัด “ฤๅษี” กับ “นักสิทธิ์” นั้นถึงจะมีภาพลักษณ์ที่ใกล้เคียงกันอยู่มาก แต่ก็ไม่น่าจะหมายถึงสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว
ข้อความในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ระดับที่นับเป็นหนึ่งในมหาปุราณะ (คัมภีร์ในศาสนาประเภทปุราณะของพราหมณ์มีนับพันฉบับ แต่ที่ถูกยกเป็นฉบับมหาปุราณะมีเพียง 18 ฉบับ) ซึ่งรู้จักกันอย่างแพร่หลายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอย่างอัคนิปุราณะ ระบุว่าตัวอักษร “ฤ” มีความหมายว่า “เสียง” และคำว่า “ฤๅษี” ก็มีรากมาจากความหมายเดียวกันนี้เอง
ความในอัคนิปุราณะตอนนี้มักถูกนำไปอธิบายความกันต่อไปว่า ในยุคสมัยที่ยังไม่นิยมบันทึกข้อความกันเป็นตัวอักษร พระเวทหรือศาสตร์ต่างๆ นั้นถูกท่องบ่นและถ่ายทอดผ่านทาง “เสียง” ที่เปล่งออกจากปากของฤๅษีนี้เอง
ไม่ว่าคำอธิบายนี้จะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ช่วยให้เราเห็นภาพของ “ฤๅษี” ในความหมายของโลกแห่งความเป็นจริง มากกว่าเรื่องของอิทธิปาฏิหาริย์ ว่าหมายถึง “นักบวช”
แต่นักบวชในที่นี้นั้นต่างจาก “พราหมณ์” เพราะฤๅษีนั้นสามารถมาจากวรรณะใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลที่เกิดในวรรณะพราหมณ์เท่านั้น ดังปรากฏมีฤๅษีประเภทหนึ่งในปรัมปราคติของพวกพราหมณ์ที่เรียกว่า “ราชฤๅษี” คือกษัตริย์ที่สละราชย์ออกบวช เป็นต้น
ในกรณีความเข้าใจพื้นฐานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแล้ว “ฤๅษี” จึงแตกต่างจาก “นักสิทธิ์” เพราะหมายถึงผู้ปฏิบัติ มากกว่าสิ่งมีชีวิตในอีกสปีชีส์หนึ่ง ที่มีอำนาจวิเศษเหนือมนุษย์
แต่ก็แน่นอนนะครับว่าในแง่ของปรัมปราคติ โดยเฉพาะในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น ฤๅษีย่อมมีฤทธิ์วิเศษ แถมฤๅษีบางตนถึงกับมีอิทธิเดชขนาดที่สาปพระอินทร์และเทวดาในปกครองของพระอินทร์ให้ไม่มีฤทธิ์ได้เสียด้วยซ้ำไป
ภาพของ “ฤๅษี” กับ “นักสิทธิ์” จึงปนๆ และคล้ายคลึงกันอยู่มาตั้งแต่ในชมพูทวีปแล้วนั่นแหละ
ผมไม่แน่ใจนักว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 ความเข้าใจเรื่อง “ฤๅษี” และ “นักสิทธิ์” นั้น ผู้คน โดยเฉพาะบรรดานักปราชญ์ผู้ประพันธ์สิ่งที่ทุกวันนี้เราเรียกกันว่า โคลงภาพฤๅษีดัดตนนั้น จะยังสามารถจำแนกแยกจากกันเหมือนชุดความรู้เมื่อแรกมีในชมพูทวีปได้หรือเปล่า? (เพราะผมเองก็ไม่คิดว่าผู้คนในสมัยนั้นจะไม่สับสนกับคำศัพท์ที่ต้องค้นไปถึงต้นตอในคัมภีร์ทางศาสนาเหล่านี้)
แต่ก็อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า เมื่อครั้งที่มีการสร้างประติมากรรมรูปฤๅษีดัดตนเหล่านี้ พร้อมๆ กับที่มีการจารึกโคลงภาพฤๅษีดัดตนชุดนี้นั้น ได้มีการรวบรวมเอาผู้วิเศษที่อยู่นอกเหนือจักรวาลวิทยาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาอื่นๆ ในชมพูทวีปเอาไว้ด้วย
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นภาพของ “โยฮัน” ที่ในโคลงภาพฤๅษีดัดตนระบุว่า “ปริพาชกนี้ชื่อโยฮัน แลเฮย” ซึ่งก็ยังมีรูปประติมากรรมอยู่ในเขามอที่วัดโพธิ์มาจนทุกวันนี้
คำว่า “ปริพาชก” นั้นมีความหมายตรงตัวว่า ผู้จาริกไป หรือผู้ท่องเที่ยวไป แต่โดยทั่วไปแล้วในโลกของภาษาไทยมักจะหมายถึง “นักบวชนอกพุทธศาสนา” ซึ่งก็เห็นได้ชัดเจนจากทั้งชื่อ และเสื้อผ้าหน้าผมของโยฮัน โดยเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงนักบวชโยฮัน ผู้ทำพิธีล้างบาปให้พระคริสต์
แต่โยฮันก็ไม่ใช่อะไรที่เรียกว่าปริพาชก (ควรสังเกตด้วยว่า เมื่อในโลกภาษาไทยมักจะใช้คำนี้ในความหมายของนักบวชนอกพุทธศาสนาแล้ว ทำไมจึงไม่เรียกฤๅษีของพวกพราหมณ์-ฮินดูว่า ปริพาชกด้วย?) คนเดียวที่ปรากฏอยู่ในโคลงภาพฤๅษีดัดตนหรอกนะครับ ในโคลงภาพชุดนี้ยังมีปริพาชกจากจีนอยู่อีกด้วย ดังความที่ว่า
“ผู้ผนวดจีนแจ้งชื่อ หลี่เจ๋ง
อยู่เขตรเขาซ่าเหล็ง ติ่งสิ้ว” (อักขรวิธีตามจารึก)
“หลี่เจ๋ง” ที่ว่านี้คงจะหมายถึง “หลี่จิ้ง” จากตำนานโป๊ยเซียน ที่เป็นชาวเมือง “ซวนหยวน” (เพี้ยนเป็น “ซ่าเหล็ง” ในจารึก) ส่วนคำว่า “ติ่งสิ้ว” ในจารึกนั้นควรจะหมายถึง “ติ่งเซี้ยว” ที่หมายถึงราชวงศ์ถัง เพราะหลี่จิ้งเป็นขุนพลผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ที่มีชีวิตอยู่จริงระหว่างเรือน พ.ศ.1113-1192 ตรงกับช่วงราชวงศ์ถังนั่นเอง
สรุปง่ายๆ ได้ว่า ไม่ได้มีเฉพาะแค่นักสิทธิ์ หรือฤๅษีจากชมพูทวีป ไม่ว่าจะในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือศาสนาพุทธหรอกนะครับ ที่ถูกอัญเชิญมาเป็นแบรนด์ แอมบาสซาเดอร์ รอบๆ เขามอที่วัดโพธิ์ เพราะมีทั้งนักบวชในศาสนาคริสต์และเซียนศาสนาเต๋าของจีนที่ถูกอัญเชิญมาอยู่ที่นี่ด้วย
และเอาเข้าจริงแล้วในบรรดาฤๅษี นักสิทธิ์ หรือผู้วิเศษที่ถูกนำมาแสดงความ “ดัดตน” อยู่ที่วัดโพธิ์นั้นก็ไม่ได้มีเฉพาะฤๅษีของพราหมณ์ชมพูทวีปเท่านั้น
เพราะมีในโคลงภาพฤๅษีดัดตนนั้นระบุชื่อทั้งฤๅษีจากรามเกียรติ์อย่าง ฤๅษีกไลยโกฏ ที่มีหน้าเป็นกวาง, ฤๅษีสังปติเหงะจากอิเหนา, ฤๅษีมโนชจากเนมิราชชาดกในศาสนาพุทธ, ฤๅษีอัจนะคาวี-ฤๅษียุทอักขระ-ฤๅษียาคะ ในตำนานพื้นเมืองของไทยที่ถูกนำชื่อไปตั้งเป็นชื่อเมืองอยุธยา (จารึกฤๅษีชุดนี้เลือนหายไปหนึ่งตน) และแม้แต่ฤๅษีวรเชษฐ ในนิทานพื้นเมืองอย่างเรื่องพระรถเมรี เป็นต้น
พูดง่ายๆ ว่า โดยนัยยะหนึ่งแล้ว บรรดานักสิทธิ์และฤๅษีที่ถูกนำมาแสดงท่าทางดัดตนเหล่านี้ ก็คือการรวบรวมรายชื่อผู้วิเศษที่มีชื่อเสียงเท่าที่ในสมัยโน้นรู้จัก ทั้งนักบวชจากศาสนาภายนอกภูมิภาคอุษาคเนย์ ทั้งในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ หรือแม้กระทั่งศาสนาเต๋าของจีน และฤาษีผู้วิเศษในวรรณกรรมพื้นเมืองอย่างพระรถเมรี หรืออิเหนา (ซึ่งเราไม่อาจแน่ใจได้นักว่า คือ ฤาษีเดียวกับในความหมายของอินเดียหรือไม่?)
มาจัดเรียงไว้ในแผนภูมิจักรวาล ที่แสดงออกผ่านทางแผนผังของวัดโพธิ์นั่นแหละครับ
ถึงแม้ว่าข้อความในจารึกโคลงภาพฤๅษีดัดตนจะระบุเอาไว้ชัดเจนว่า รูปฤๅษีและจารึกเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อ
“เป็นประโยชน์นรชาติสิ้น สบสถาน
เฉกเช่นโอสถทาน ท่านให้
ภูลเพ่อมพุทธสมภาร สมโพธิ์ พระนา
ประกาศพระเกีรยติ์ยศไว้ ตราบฟ้าดินสูญ”
(อักขรวิธีตามจารึก)
หมายความว่า สร้างขึ้นเพื่อเป็นการให้ทานรักษาโรค เพื่อเป็นบุญบารมีแก่รัชกาลที่ 3 เอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า การระบุชื่อผู้วิเศษ (ไม่ว่าจะเรียกว่าฤๅษี หรืออะไรก็ตาม) เหล่านี้ เป็นการรวบรวม และสร้างจักรวาลวิทยาตามปรัมปราคติใหม่ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ไม่ต่างอะไรกับการชำระบทละครรามเกียรติ์ หรือไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ที่รวบรวมเอาความรู้เกี่ยวกับรามายณะและไตรภูมิทั้งหลายจากตำราสารพัดชนิดมารวบรวมและเรียบเรียงเข้าด้วยกันอย่างที่ไม่มีมาก่อนหน้ายุคกรุงเทพฯ
ประติมากรรมรูปที่มักจะเรียกกันว่า “ฤๅษีดัดตน” ในวัดโพธิ์ จึงเป็นการรวบรวมเอาบรรดาผู้วิเศษ ผู้มีอิทธิฤทธิ์ ทั้งในศาสนาผี, พราหมณ์, พุทธ, คริสต์ และแม้กระทั่งเต๋าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในจักรวาลวิทยาของบุญบารมีที่รัชกาลที่ 3 ได้บำเพ็ญเพียรเอาไว้ที่วัดแห่งนี้
ในนามของ “โอสถทาน” นั่นเอง

-----------------------

"ผี พราหมณ์ พุทธ ในศาสนาไทย"
โดย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง วิจักขณ์ พานิช และศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (บรรณาธิการ)
ออกแบบปก ประกิต กอบกิจวัฒนา
320 บาท
ฟรีจัดส่งลงทะเบียน
สั่งซื้อทาง inbox

ที่อยู่

Ayutthaya
13180

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Guide John Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์