01/09/2026
ข่าวประชาสัมพันธ์
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ดร.สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออก และอนุกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ได้เข้าสายสัมภาษณ์ในรายการวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายการสด “จับประเด็นเป็นข่าว” ทางสถานีวิทยุ FM92.5 และ FM 95.5 (ออกอากาศพร้อมกัน) เวลา 18.20-18.40 น. ในประเด็น :
ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และแนวทางการแก้ไขปัญหาความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้
1) ท่าเรือแหลมฉบังปัจจุบัน ท่าเรือเฟส 1 และ เฟส 2 มีศักยภาพรองรับตู้สินค้าได้สูงสุด 11.1 ล้านทีอียู (ตู้สั้น 1 ทีอียู / ตู้ยาว 2 ทีอียู) เปิดให้บริการมาประมาณ 30 ปี ปัจจุบันมีปริมาณสินค้าเข้าออกผ่านท่าเรือแหลมฉบังประมาณ 10.5 ล้านทีอียู ซึ่งถือว่าเติบโตเต็มศักยภาพพื้นที่ ที่รองรับได้
2) โครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แผนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การท่าเรือแห่งประเทศไทยและการท่าเรือแหลมฉบัง ได้ดำเนินโครงการช่วงปี 2561-2564 และก่อสร้างในระยะที่ 1 ปี 2564 เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้น การท่าเรือได้มีการลงนามในสัญญาร่วมลงทุน (PPP) กับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) เอกชนคู่สัญญาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ในช่วงนั้นตู้สินค้าผ่านท่าประมาณปีละ 8 ล้านทีอียูโดยเฉลี่ย ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 มี 2 ท่า คือ ท่า E และ ท่า F ในส่วนของ ท่า F ที่จะเปิดให้บริการก่อน รองรับตู้สินค้าได้ประมาณ 4 ล้านทีอียู ท่า E 3 ล้านทีอียู รวมศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้น ในการรองรับตู้สินค้า สำหรับเฟส 3 ประมาณ 7 ล้านทีอียู่ ถ้ารวมท่าเรือ เฟส 1 – 2 - 3 ก็จะรองรับปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือได้ประมาณ 18 ล้านทีอียู ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาปริมาณตู้สินค้าเติบโตต่อเนื่องครับ
3) ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เดิมจะเปิดให้บริการในปี 2571 โดยประมาณ แต่ติดปัญหาด้านการตีความสัญญาการก่อสร้างที่ต่างกัน เรื่องความหนาแน่นพื้นที่ถมทะเล ซึ่งอยู่ในระหว่างการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยความคืบหน้างานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน / งานก่อสร้างทางทะเล (งานถมทะเลทั้งหมด): มีความคืบหน้า มากกว่า 95% (ใกล้เสร็จสมบูรณ์ในส่วนงานแรก) / งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค (ส่วนที่ 2): กำลังดำเนินการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องตามแผนงาน ล่าช้ากว่า -16 % งานบางส่วนเตรียมเข้าบอร์ดเพื่อพิจารณา / งานระบบรถไฟทางคู่และเครื่องจักรเครื่องมือขนย้าย: อยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การท่าเรือแจ้งว่า จะเปิดให้บริการท่าเรือ F ได้ในปี 2574 คือ อีก 5 ปีข้างหน้า ถ้าท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ท่า F1 F2 เปิดให้บริการได้ ก็รองรับตู้สินค้าได้ 4 ล้านทีอียู สถานการณ์ปัญหาเรื่องความแออัดจะคลี่คลาย มีพื้นที่ในการขนส่ง มีการจัดเก็บตู้สินค้ามากขึ้น มีเครื่องมือยกขนมากขึ้น เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น
“จากนี้ไป จะทำอย่างไรกับความแออัดของปริมาณรถ ปริมาณตู้ในท่าเรือแหลมฉบัง เป็นความท้าท้ายของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ภาคผู้ประกอบการขนส่ง จะต้องเจอสภาพรถติดในท่าเรือประมาณ 4-6 ชั่วโมง ต่อการรับส่งตู้ 1 เที่ยว อีกนานเท่าไร เป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ต้นทุนเพิ่ม ลดโอกาสทางธุรกิจ มีความเสียหายด้านเศรษฐกิจ” นายกสมาคมขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกได้ตั้งประเด็นคำถามถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง
4) ปัญหาความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง รับส่งตู้สินค้าใช้เวลานาน ทุกรัฐบาลผ่าน ทางกระทรวงคมนาคม ทราบปัญหาความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง แต่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม สาเหตุหลัก “ปัญหาเรือดีเลย์ เกิดประจำ ปัญหาการสื่อสารที่สื่อสารไม่ครบกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ทุกท่าเรือต้องเตรียมแผนฉุกเฉินไว้รองรับ การจัดการจราจรก็ต้องมีกำลังคน ไม่มีระบบเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาจัดการจราจร ปัญหาก็จะวนๆซ้ำๆและเกิดอุบัติอีกด้วย”
ดร.สุนทร ผจญ ได้นำเสนอแผนระยะสั้น/เร่งด่วน ว่า “กระทรวงคมนาคม โดย รมว.ท่านพิพัฒน์ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ท่าเรือ TLC หรือนายกรัฐมนตรี ท่านต้องแก้ไขปัญหาคอขวดของโลจิสติกส์ประเทศไทย โดยเฉพาะท่าเรือแหลมฉบัง เช่น จัดการพื้นที่ส่วนกลางเป็นลานวางตู้ / เพื่อให้ยกตู้สินค้าลงเก็บ หากรอนานเกิน 2 ชั่วโมง / ทุกคนที่ได้รับผลประโยชน์ ทั้งการท่าเรือแหลมฉบัง ผู้รับสัญญาสัมปทานหรือท่าเรือ TLC ควรรับความเสี่ยงต้นทุนร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกสินค้า ต้องรับผิดชอบอยู่แต่เพียงผู้เดียว ควรกำหนด KPI ที่ชัดเจน 2 ชั่วโมง นับจาก Main gate การรับส่งตู้ต้องจบภายใน 2 ชั่วโมง ในส่วนแผนระยะยาว ต้องจัดการเรื่องพื้นที่และเครื่องมือ พร้อมกับจัดการเรื่องระบบเทคโนโลยีและดิจิทัล หรือ ai ควบคู่กัน หน่วยงานรัฐที่เป็นผู้กำกับดูแลต้องใช้นโยบายเฉพาะ งบประมาณ และทำจริงๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรม ต้องฝากกระทรวงคมนาคมและการท่าเรือฯ ดำเนินการ “
5) ในประเด็นการลักลอบนำของเสียอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศผ่านเข้ามาทางท่าเรือแหลมฉบัง ดร.สุนทร ผจญ กล่าวว่า ข่าวในสื่อต่างๆ และการเช็คข้อมูลกับทางสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง สำนักศุลกากรฯ ได้รับแจ้งเบาะแสจาก BAN (Bacel Action Network) หรือเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล ที่ทำงานขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สำนักศุลกากร ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้เปิดตู้สินค้าตรวจ พบว่าเป็น ขยะอิเล็คทรอนิกส์นำเข้าทางเรือผ่านท่าเรือแหลมฉบัง 6 ตู้ สินค้าภายในตู้มีขยะอิเล็คทรอนิค ทางศุลกากรก็จะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป และอีก 4 ตู้ที่ท่าเรือเคอรี่ แต่เป็นตู้ที่มีความถูกต้อง ผู้นำเข้าก็ออกของได้ตามปกติ กรมศุลกากรโดยอธิบดีและผอ.สำนักศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง มีนโยบายปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็คทรอนิกส์ หรือของผิดกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนที่ผิดก็ดำเนินคดี ส่วนที่ถูกต้อง ก็ปล่อยสินค้าให้กับผู้นำเข้า อ้างถึงคลิปที่ ท่านผอ.สำนักศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ท่านผอ.ภาณุ ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันจับกุม 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ข้อมูล ปี 2568 ศุลการจับกุมขยะอิเล็คทรอนิคไปประมาณ 2 ล้านกิโลกรัม / ปี 69ปีนี้ ช่วงที่ผ่านมา ดำเนินการจับกุมไปแล้ว 3.5 ล้านกิโล นโยบายกรมศุลกากรจะดำเนินการตรวจเข้มต่อไป ท่าน ผอ.สำนักศุลกากรฯ บอก “ไม่อยากให้ประเทศไทยเป็นถังขยะโลก” โดยเฉพาะขยะอันตรายที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม ชีวิตประชาชน
ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/1DaNZqJdmC/?mibextid=wwXIfr
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
สมาคมขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออก
1 ก.ย.69