06/10/2026
ICD ลาดกระบังสะดุด — เรื่องนี้กำลังบอกอะไรกับ Infrastructure โลจิสติกส์ไทย?
1) ICD ลาดกระบังคืออะไร?
ICD = Inland Container Depot หรือ “ท่าเรือบก” เป็นจุดรับ–ส่ง พัก และเชื่อมตู้คอนเทนเนอร์จากกรุงเทพฯ/ภาคกลางไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ทั้งทางรถไฟและรถบรรทุก จึงเป็นหนึ่งใน Node สำคัญของระบบส่งออกไทย
2) รถไฟเส้นนี้มีความสำคัญกว่าที่หลายคนคิด
ปีงบประมาณ 2568 เส้นทาง ICD ลาดกระบัง–แหลมฉบังขนตู้ทางรางประมาณ 497,805 TEU และปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 566,912 TEU หรือเฉลี่ยกว่า 1,500 TEU/วัน
3) ถ้ารถไฟหยุด 7 วัน Impact อาจระดับ 10,000 TEU
ถ้าคิดจาก Run Rate ปัจจุบัน การหยุดให้บริการหนึ่งสัปดาห์เทียบเท่ากับปริมาณประมาณ 10,000–11,000 TEU ที่ต้องรอ เปลี่ยน Mode หรือหาทางขนส่งอื่น ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดจะค้างอยู่ที่ ICD แต่ภาระจะถูกกระจายไปยังรถบรรทุก โรงงาน และท่าเรือ
4) สิ่งที่ผู้ประกอบการกำลังเจอคือ “ต้นทุนถูกย้ายจากระบบมาที่ลูกค้า”
จากเสียงสะท้อนของผู้ใช้งานจริง หลายรายต้อง หารถ Move ตู้จากลาดกระบังไปแหลมฉบังเอง จัดการเอง และรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเอง ถ้าไม่ทัน CY Cut-off ก็เสี่ยงตกเรือ ต้องต่อเที่ยวถัดไป และมีค่าใช้จ่ายอื่นตามมา
5) การแก้ด้วยรถบรรทุกอย่างเดียวมีเพดาน
เมื่อรถไฟหยุด ตู้จำนวนมากถูกผลักไปยังถนนพร้อมกัน จึงไม่ได้มีแค่ “ค่ารถแพงขึ้น” แต่รวมถึง ราคาน้ำมัน จำนวนหัวลาก เวลารอ Gate สภาพถนน หลุมบ่อ และความหนาแน่นที่แหลมฉบัง การย้าย Capacity จาก Rail ไป Road แบบฉุกเฉินจึงไม่สามารถทำได้ไม่จำกัด
6) ปัญหานี้ชี้ให้เห็นเรื่อง Resilience มากกว่า Capacity
Infrastructure ที่ดีไม่ควรถามเพียงว่า “วันปกติรองรับได้กี่ตู้” แต่ต้องถามว่า “ถ้าระบบหลักหยุด 3–7 วัน เรามีทางสำรองอะไร?” เช่น Emergency Rail/Truck Plan, Truck Staging Area, Priority Slot สำหรับตู้ใกล้ Cut-off, พื้นที่ Buffer Yard และระบบข้อมูลกลางที่ทุกฝ่ายเห็น Backlog เดียวกัน
7) ที่สำคัญ—ท่าเรือแหลมฉบังกำลังจะใหญ่ขึ้นมาก
ปัจจุบันแหลมฉบังมี Capacity ประมาณ 11 ล้าน TEU/ปี และมีปริมาณตู้ผ่านประมาณ 9.4 ล้าน TEU ขณะที่ Phase 3 ตั้งเป้าเพิ่ม Capacity เป็น 18 ล้าน TEU/ปี หรือเพิ่มอีกประมาณ 7 ล้าน TEU
8) ถ้า Sea Port โต แต่ Inland Infrastructure ไม่โต ปัญหาจะย้ายจาก “หน้าท่า” มาติด “หลังท่า”
Phase 3 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางจากปัจจุบันประมาณ 5.7% เป็น 30% และรองรับทางรางถึง 6 ล้าน TEU/ปี
ดังนั้นคำถามสำคัญคือ ICD ลาดกระบัง, Rail Corridor, Road Access, Empty Depot และ Inland Yard พร้อมสำหรับ Port ขนาด 18 ล้าน TEU แล้วหรือยัง?
9) ICD ลาดกระบังอาจไม่ควรถูกมองเป็น “ลานตู้เดิมที่ขยายใหญ่ขึ้น” อย่างเดียว
ระยะยาวควรคิดเป็น Inland Logistics Network มากกว่า Single Hub เช่น
ลาดกระบังเป็น Main Gateway + กระจาย Dry Port/ICD ไปใกล้พื้นที่อุตสาหกรรม + เพิ่ม Rail Capacity + Automation + Digital Slot + Flood Resilience เพื่อไม่ให้ตู้ทั้งหมดต้องพึ่งจุดเดียว และไม่ควรแก้โดยเพิ่มรถบรรทุกบนถนนเพียงอย่างเดียว
10) เหตุการณ์ครั้งนี้จึงควรเป็นโอกาสทบทวน Logistics Master Plan ของประเทศ
เมื่อแหลมฉบังจะโตจาก 11 → 18 ล้าน TEU/ปี เราไม่ควรถามเพียงว่า “ท่าเรือสร้างเสร็จเมื่อไร?” แต่ควรถามพร้อมกันว่า
Rail พร้อมไหม?
ICD พร้อมไหม?
ถนนพร้อมไหม?
มีทางสำรองไหม?
และถ้าเกิดน้ำท่วมอีกครั้ง ระบบจะยังเดินต่อได้หรือไม่?
เพราะ Port Capacity ที่เพิ่มขึ้น จะไม่มีประโยชน์เต็มที่ หากตู้เข้า–ออกท่าเรือไม่ได้
ขณะเดียวกัน Network ภูมิภาคก็ยังผันผวน โดย Kuehne+Nagel รายงานล่าสุดว่า Singapore มีเวลารอเรือเฉลี่ยราว 1.6 วัน จากแรงกดดันช่วงก่อน Golden Week ดังนั้นหากตู้จากไทยพลาด Vessel หรือ Connection ผลกระทบอาจต่อเนื่องไปถึง Transshipment Hub ได้อีก
โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “ทำอย่างไรให้รถไฟกลับมาวิ่ง” แต่คือ “เราจะออกแบบ Infrastructure ให้ Supply Chain ไทยไม่หยุดเมื่อ Infrastructure จุดหนึ่งหยุดได้อย่างไร?”…
ัง #แหลมฉบัง #ส่งออก
===================
🚢✈️ เช็คเรทขนส่ง Sea/Air/Truck freight, หา space, และพร้อม ติดตามสถานะขนส่ง พร้อมแจ้งเตือน ETD / ETA, Pre-alert และครอบคลุม 120+ สายเรือทั่วโลก
สนใจลงทะเบียนได้ที่
📌 https://forms.gle/usJoZCCj3f9Lr1t16
ทดสอบความรู้ Incoterms เอาไว้สัมภาษณ์งาน สาย International logistics, จัดซื้อ
https://zupports.co/incoterms_quiz/
พิเศษ! ZUPPORTS POST
กลุ่มไลน์ Openchat สำหรับ คนในวงการ นำเข้า ส่งออก https://bit.ly/3seJRLk