KTC Travel Stories

KTC Travel Stories เพื่อนๆที่รักการเดินทาง ติดตามและแชร์ข้อมูลท่องเที่ยว โปรดีๆ ได้ที่ www.ktc.co.th

KTC World Travel Service บริการข้อมูลการเดินทางและท่องเที่ยวสำหรับสมาชิกเคทีซี ดำเนินการโดย บริษัท เวิลด์ เอ็กซ์พลอเรอร์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ใบอนุญาตประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ททท. เลขที่ 11/03724 และเป็นสมาชิก IATA เลขที่ 35-3-0509-3 ให้บริการสำรองบัตรโดยสารเครื่องบิน โรงแรม รถเช่า กรุ๊ปทัวร์ แพ็คเกจอิสระในและต่างประเทศ ตั๋วรถไฟต่างประเทศ บัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว และประกันการเดินทาง แก่สมาชิก KTC

บินตรงฮ่องกง ดีลนี้ต้องกดจอง ✈️บัตรเครดิต KTC บินฮ่องกงกับ Thai Lion Airรับส่วนลด 20% ทันที ไม่ต้องกรอกโค้ด ไม่ต้องใช้คะ...
18/08/2026

บินตรงฮ่องกง ดีลนี้ต้องกดจอง ✈️
บัตรเครดิต KTC บินฮ่องกงกับ Thai Lion Air
รับส่วนลด 20% ทันที ไม่ต้องกรอกโค้ด ไม่ต้องใช้คะแนน
เมื่อจองผ่าน lionairthai.com เท่านั้น

ใครมีแพลนไปกิน ช้อป เที่ยว รีบล็อกวันแล้วจองเลยค่ะ
📅 จอง : 1 ก.ค. 69 – 31 ส.ค. 69
🧳 เดินทาง : 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 69
(ยกเว้นวันเดินทางตามกำหนด)
📲เพิ่มเติม https://ktc.promo/TravelSTR-SL-HK

(ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี)
#บัตรเครดิตKTC #เที่ยวฮ่องกง #โปรตั๋วเครื่องบิน #บินฮ่องกง

Safari Series: Asiatic Lion, Gir National Park                                  สิงโตเอเชีย อุทยานแห่งชาติเกอร์ อินเดีย ...
17/08/2026

Safari Series: Asiatic Lion, Gir National Park
สิงโตเอเชีย อุทยานแห่งชาติเกอร์ อินเดีย
เรื่องและภาพ โดย คุณปองพล อดิเรกสาร

🇮🇳 ขณะที่ผมเป็นผู้ผลิตและพิธีกรรายการสารคดีโทรทัศน์เกี่ยวกับมรดกโลกนั้นได้ไปถ่ายทำรายการ 4 สังเวชนียสถานที่พุทธคยาในประเทศอินเดียและได้ไปสักการะอนันทสถูปที่เมืองเวสาลีในรัฐพิหารซึ่งเป็นที่ตั้งของเสาอโศกแท่งหนึ่งซึ่งบนหัวเสามีหินแกะสลักรูปสิงโตประดับอยู่ ไกด์ชาวอินเดียได้ชี้แจงว่าในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งครองราชย์ระหว่าง 268 ถึง 232 ปีก่อนคริสตกาลได้ทรงสร้างเสาอโศกลักษณะนี้กระจายไปทั่วอนุทวีปอินเดียเพื่อประกาศพระพุทธศาสนาและหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 20 เสารวมทั้งเสานี้ที่เวสาลี ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่อินเดียก็มีสิงโตอาศัยอยู่ด้วยมานานหลายพันปี นึกว่าสิงโตมีเฉพาะในทวีปแอฟริกาเท่านั้น ผมถามไกด์ต่อไปว่าแล้วปัจจุบันยังมีสิงโตอยู่ในอินเดียหรือไม่ คำตอบคือยังมีอยู่เฉพาะในอุทยานแห่งชาติเกอร์ (Gir National Park) ในรัฐคุชราตเท่านั้น เหลืออยู่ราว 900 ตัวซึ่งอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ แต่ภายใต้โครงการอนุรักษ์สิงโตเอเชียของรัฐบาลอินเดียทำให้จำนวนสิงโตเพิ่มขึ้นตลอด ผมตัดสินใจในวันนั้นว่าจะต้องเดินทางไปถ่ายทำสิงโตเอเชียในรัฐคุชราตของอินเดียเป็นรายการต่อไป

✈️ ในที่สุดผมกับทีมงานได้เดินทางจากกรุงเทพฯโดยเครื่องบินไปยังนครมุมไบของอินเดียค้างที่มุมไบ 1 คืน วันรุ่งขึ้นบินต่อโดยสายการบินในประเทศไปยังเมือง Diu ในรัฐคุชราต ทางบริษัททัวร์ที่ติดต่อไว้นำรถมารับคณะของเราเดินทาง 3 ชั่วโมงไปยังอุทยาแห่งชาติเกอร์บ้านแห่งเดียวในโลกของสิงโตเอเชีย

เช้าวันรุ่งขึ้นเรานั่งรถจี๊ปเปิดประทุนไปตามหาสิงโตเอเชียแต่ยังไม่พบ พบแต่หมูป่า กวางป่าและกวางดาวอยู่ในป่าไกลๆ และนกหลายชนิด ที่ถ่ายภาพมาได้เช่นนกยูงอินเดียตัวผู้ เหยี่ยวผึ้ง และนกปรอดก้นแดง เป็นต้น

ในช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวันเราไปจอดรถใกล้แหล่งน้ำแห่งหนึ่งหวังว่าจะมีสิงโตมากินน้ำเนื่องจากอากาศหลังกลางเดือนกุมภาพันธ์เริ่มเข้าหน้าแล้งและร้อนอบอ้าวในช่วงบ่าย ขณะนั้นไกด์ของเราได้รับแจ้งทางโทรศัพท์มือถือจากเพื่อนไกด์ว่าจากจุดที่รถของเขาจอดอยู่ชายป่าเห็นลูกสิงโต 3-4 ตัววิ่งเล่นอยู่แต่ไม่เห็นตัวแม่ ส่วนตัวผู้ไม่น่าจะอยู่แถวนั้นเพราะในสังคมสิงโตนั้นตัวผู้จะอยู่กับตัวเมียในช่วงผสมพันธุ์เท่านั้น เมื่อมีลูกก็จะเป็นหน้าที่ของตัวเมียที่เลี้ยงดู ไกด์บอกว่าเราควรไปที่นั่น ใช้เวลาราว 10 นาทีเท่านั้น

เมื่อเราไปถึง มีรถจอดอยู่แล้ว 5 คัน ไกด์นำรถไปจอดต่อจากรถของเพื่อนไกด์หันหน้าไปยังชายป่า สักครู่ก็เห็นลูกสิงโต 5 ตัวเดินออกมาจากป่ามุ่งหน้ามาทางที่รถพวกเราจอดอยู่ แต่ไม่เห็นตัวแม่ คงคอยระวังภัยอยู่ในป่า เพียงครู่เดียว สิงโตตัวเมียตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เดินมาร่วมกับลูกๆไปยังจุดหนึ่งซึ่งมีสิงโตตัวเมียอีกตัวหนึ่งนอนรออยู่

🦁 ขณะนั้นมีรถนักท่องเที่ยวอีกหลายคันมาถึงจอดซ้อนกันหลายชั้นเพื่อถ่ายภาพแม่สิงโต 2 ตัวกับลูก 5 ตัวนั่งนอนอยู่ด้วยกันโดยไม่สนใจรถและนักท่องเที่ยวจำนวนมากมามุงดู หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวรวมทั้งคณะเราก็ทยอยเดินทางกลับ เป็นอันเสร็จกิจกรรมของวันนั้น เราดีใจที่ได้พบสิงโตตัวเมีย 2 ตัวและลูกๆ 5 ตัวในวันนี้เพราะพบไม่ง่ายนัก และหวังว่าจะได้พบสิงโดตัวผู้ในวันรุ่งขึ้น

🪿เช้าวันรุ่งขึ้นไกด์นำเราไปยังอ่างเก็บน้ำแห่งหนึ่งภายในอุทยานฯ เรามองไปรอบๆแต่ไม่พบสิงโตและสัตว์อื่นๆ พบนกช้อนหอยขาว (Black-headed Ibis) ตัวหนึ่งหากินอยู่ริมสันเขื่อน และบนสันทรายใกล้ๆที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำมีจระเข้ตัวใหญ่นอนเกยหาด ดวงตาจับจ้องอยู่ที่นกอ้ายงั่วตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้แห้งๆบนสันทราย

🦌เมื่อไม่พบสิงโต ไกด์ก็ขับรถผ่านป่าลึกเข้าไปพบกวางดาวตัวผู้ตัวหนึ่งยืนเฝ้าดูฮาเร็มฝูงกวางดาวตัวเมียกินน้ำจากถังซีเมนต์ใส่น้ำที่ทางอุทยานฯสร้างไว้ให้สัตว์ป่ามีน้ำกินในหน้าแล้ง ไกด์บอกว่าเราจะไปตามถังซีเมนต์เก็บน้ำแห่งต่างๆในอุทยานฯเพื่อตามหาสิงโตและสัตว์ป่าอื่นๆ เรามาถึงถังเก็บน้ำอีกแห่งหนึ่งมีกวางดาวตัวผู้ 2 ตัวกินน้ำอยู่ที่ปลายถังด้านหนึ่ง ขณะนั้นมีค่างหนุมานตัวหนึ่งลงมาจากต้นไม้ไปยังกลางถังเพื่อกินน้ำ

🦁 เราตัดสินใจไปยังถังเก็บน้ำอีกแห่งหนึ่ง เมื่อใกล้ถึง มองเห็นถังเก็บน้ำซึ่งตั้งอยู่ในที่โล่งแต่ไกลซึ่งไม่เห็นสัตว์ป่าแม้แต่ตัวเดียวมากินน้ำ ทันใดนั้นไกด์กวาดสายตาไปยังชายป่าห่างจากถังเก็บน้ำไป 20 เมตรแล้วเหยียบเบรคหยุดรถทันที พร้อมกับบอกเสียงเบาๆว่า “สิงโตตัวผู้!” ผมยกกล้องติดเล็นซ์ซูมยาวมองไปยังชายป่าก็เห็นสิงโตตัวผู้ตัวหนึ่งกำลังเดินออกจากป่าตรงไปยังถังเก็บน้ำ เป็นสิงโตโตเต็มวัย มีขนแผงคอสีน้ำตาลเข้มทำให้ดูน่าเกรงขาม ที่ทำให้เราตื่นเต้นคือไม่ได้มาตัวเดียว ยังมีสิงโตตัวผู้ขนาดเดียวกันซึ่งน่าจะเป็นพี่น้องกันเดินตามมา สิงโตตัวผู้จะอยู่ร่วมกันได้ต้องเป็นพี่น้องหรือพ่อลูกกันเท่านั้นสิงโตตัวแรกเริ่มจะกินน้ำขณะที่ตัวที่สองนอนรออยู่ด้านหลัง แต่ท่าทางของสิงโตทั้งคู่ดูเหมือนจะระวังภัยจากอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะก่อนก้มลงกินน้ำสายตาจ้องเขม็งไปยังชายป่าอีกด้านหนึ่ง ไกด์จอดรถห่างออกมาเพื่อไม่ให้สิงโตกังวลใจเพราะเราสามารถถ่ายภาพทั้งภาพนิ่งและวีดีโอจากระยะไกลด้วยกล้องที่ติดเลนซ์ซูม

องค์กร IUCN จัดให้สิงโตเอเชียอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species) เป็นสิงโตสายพันธุ์ย่อย (Panthera leo leo) มีขนาดเล็กกว่าสิงโตแอฟริกาเล็กน้อย ความยาวของลำตัว 120 ซม. น้ำหนักราว 160 กก. สิงโตเอเชียแตกต่างจากสิงโตแอฟริกาคือมีหนังทอดยาวตลอดใต้ลำตัวซึ่งไม่พบในสิงโตแอฟริกา

วันต่อมาผมกับทีมงานยังออกตามหาสิงโตอินเดียอีกถึงแม้เราจะได้พบสิงโตตัวผู้ 2 ตัว สิงโตตัวเมีย 2 ตัวและลูกสิงโต 5 ตัวมาแล้ว เรามุ่งหน้าบนถนนนำไปสู่ถังเก็บน้ำซึ่งพบกวางดาวตัวผู้ 2 ตัวกับค่างหนุมานมากินน้ำด้วยกัน แต่เริ่มต้นมาจากอีกทางหนึ่ง เมื่อถึงถังเก็บน้ำก็พบนกเขาแขกหรือนกเขาคอปก (Eurasian Collared Dove) และนกยูงอินเดีย 2 ตัวมากินน้ำ แต่ไม่พบสิงโต

เราเดินทางต่อจากถังเก็บน้ำไปบนถนน ไปได้เพียง 5 นาทีก็สวนกับสิงโตตัวผู้ 2 ตัวเดินมาบนถนนซึ่งน่าจะมุ่งหน้าไปยังถังเก็บน้ำ ไกด์จอดรถบนถนนให้สิงโตทั้งคู่เดินผ่านไปซึ่งไกด์บอกว่าไม่ใช่สิงโตตัวผู้ 2 ตัวที่เราพบกินน้ำเมื่อวานนี้ อยู่คนละพื้นที่กัน และดูตัวเล็กกับอายุน้อยกว่า ไกด์กลับรถแล้วตามสิงโตไปห่างๆจนไปถึงถังเก็บน้ำ สิงโตคู่นั้นกินน้ำกันพอแล้วก็เดินต่อไป

ผมกับทีมงานดีใจที่ได้พบสิงโตตัวผู้อีก 2 ตัวก่อนที่จะเดินทางออกจากอุทยานแห่งชาติเกอร์ต่อไปอุทยานแห่งชาติเวลาวาดาร์ซึ่งอยู่ในรัฐคุชราตเช่นเดียวกัน ในช่วงบ่ายวันนั้น เราได้พบนกอีกบางชนิดของอินเดียซึ่งไม่เคยได้พบมาก่อนซึ่งถ่ายภาพมาได้

ผมขอจบบทความนี้ด้วยบันทึกประวัติศาสตร์สำคัญจากเว็บไซต์เกี่ยวกับหัวเสาอโศกรูปสิงห์ (Lion Capital of Asoka) คือประติมากรรมรูปสิงโตเอเชีย 4 ตัวหันหลังชนกันเป็นภาพที่รัฐบาลอินเดียได้ใช้เป็นตราประจำชาติอินเดียตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา หัวเสานี้แกะสลักจากหินทรายก้อนเดี่ยวขัดเงาแยกออกจากตัวเสามาตั้งแต่แรก เคยตั้งอยู่บนหัวเสาอโศกที่สารนาถซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาสร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราชเมื่อ 250 ปีก่อนคริสตกาล หัวเสาจตุรมุขนี้ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สารนาถในประเทศอินเดีย ส่วนตัวเสาอโศกยังคงตั้งอยู่ที่สถานที่เดิมที่สารนาถ ภาพหัวเสาจตุรมุขที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สารนาถ และภาพหัวเสาจตุรมุขเมื่อค้นพบที่สารนาถในปี ค.ศ. 1905

🌟🌟🌟อย่าลืมตั้ง Favorite เพจ KTC TRAVEL STORIES คลิกไลค์กันบ่อยๆ จะได้ไม่พลาดข้อมูล ไอเดียวันพักผ่อน รวมถึงโปรดีๆ จากบัตรเครดิต KTC
#บัตรเครดิตKTC ัตรเดียวครบทุกเรื่องเทียว ื่องเที่ยวบัตรเดียวครบ

🍸 เตรียมสัมผัสความสบายเหนือระดับก่อนออกเดินทาง ที่ Plaza Premium Lounge Bangkok สนามบินสุวรรณภูมิ ✈️พร้อมสิทธิพิเศษมากมา...
16/08/2026

🍸 เตรียมสัมผัสความสบายเหนือระดับก่อนออกเดินทาง ที่ Plaza Premium Lounge Bangkok สนามบินสุวรรณภูมิ ✈️

พร้อมสิทธิพิเศษมากมายสำหรับ บัตรเครดิต KTC
✨ แลกคะแนนรับสิทธิ์เข้าเลานจ์ก่อนใคร
✨ รับสิทธิ์ 1 แถม 1 เมื่อชำระผ่านบัตรฯ ที่เคาน์เตอร์ Plaza Premium Lounge ในวันที่ใช้บริการ
✨ รับเพิ่มเมนูพิเศษ หรือเครื่องดื่มพิเศษ ตามเงื่อนไขที่กำหนด
🗓️พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. 69 เป็นต้นไป

💺ใครมีไฟล์ทบินเร็ว ๆ นี้ เตรียมเช็กสิทธิ์แล้วไปชิลก่อนขึ้นเครื่องได้เลยค่ะ

📲เพิ่มเติม https://ktc.promo/Plaza-Premium-Lounge
(ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี)
#บัตรเครดิตKTC ื่องเที่ยวบัตรเดียวครบ

🌫️ ตื่นเช้ามาฟินทะเลหมอก ชาร์จพลังเต็มที่  🏡 พักชิลกับห้องพักหลากหลายไทป์ เริ่มต้น 4,000 บาท ทั้งแคมป์ปิ้งคาร์ Romantic ...
16/08/2026

🌫️ ตื่นเช้ามาฟินทะเลหมอก ชาร์จพลังเต็มที่ 🏡 พักชิลกับห้องพักหลากหลายไทป์ เริ่มต้น 4,000 บาท ทั้งแคมป์ปิ้งคาร์ Romantic Mountain View Villa วิวพาโนรามา 180 องศา มองเห็นทะเลหมอกได้แบบไม่มีสิ่งกีดขวาง

💳 บัตรเครดิต KTC
☕ รับส่วนลด 10% ห้องพักรวมอาหารเช้าจากราคาปกติ และค่าอาหารที่ Loyrhom Khaokho

🗓️ 15 ก.พ. 69 - 15 พ.ย. 69

รายละเอียดเพิ่มเติม https://ktc.promo/kirirhom-khao-kho-fb

(ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี)

#เขาค้อ #ทะเลหมอก #เที่ยวเขาค้อ #พักเขาค้อ #เที่ยวเมืองไทย

Safari Series: Polar Bear, Svalbard Archipelago, Norway  🇳🇴🐻‍❄️ หมีโพลาร์ที่หมู่เกาะสวาลบาร์ด นอร์เวย์   เรื่องและภาพ โด...
15/08/2026

Safari Series: Polar Bear, Svalbard Archipelago, Norway 🇳🇴
🐻‍❄️ หมีโพลาร์ที่หมู่เกาะสวาลบาร์ด นอร์เวย์
เรื่องและภาพ โดย คุณปองพล อดิเรกสาร

ผมกับทีมงานได้เดินทางไปถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับหมีโพลาร์หรือหมีขาวที่หมู่เกาะสวาลบาร์ดของ ประเทศนอร์เวย์ในทวีปอาร์ติก ซึ่งเป็นการผจญภัยที่เสี่ยงอันตรายมากที่สุดครั้งหนึ่ง เนื่องจากหมีโพลาร์เป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ มีความสูงถึง 3 เมตรและมีน้ำหนัก 350 ถึง 680 กิโลกรัม และวิ่งบนลานน้ำแข็งได้เร็วถึง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความดุร้ายล่าแมวน้ำเป็นอาหารหลัก ธรรมชาติจึงสร้างให้เป็นสัตว์ทะเล (marine mammal) ว่ายน้ำได้ไกลและเร็วไปตามเกาะต่างๆเพื่อล่าแมวน้ำ แต่เมื่อมีโอกาสและอดอยากก็ล่ามนุษย์ด้วย

คณะของเราเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปยังกรุงออสโลนครหลวงของประเทศนอร์เวย์พักเที่ยวชมเมือง 2 วันแล้วเดินทางต่อโดยสายการบินในประเทศไปยังเกาะสวาลบาร์ดใช้เวลา 3 ชั่วโมงเพื่อลงเรือสำรวจ Quest ไปตามเกาะต่างๆเพื่อตามหาหมีโพลาร์และสัตว์ป่าอื่นๆของหมู่เกาะสวาลบาร์ดเป็นเวลา 10 วัน กินนอนอยู่บนเรือซึ่งรับผู้โดยสารได้ 70 คน ทุกวันจะลงเรือยางติดเครื่องยนต์แล่นรอบเกาะผ่านภูเขาน้ำแข็งท่ามกลางอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลงต่ำถึง -3 องศาเซลเซียสในเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นหน้าร้อนของขั้วโลกเหนือ มีเรื่องราวที่สนุกและตื่นเต้นมาเล่าให้ฟังพร้อมด้วยภาพถ่ายประกอบและขอเกริ่นไว้ก่อนตอนนี้ว่าเราได้พบหมีโพลาร์ทั้งหมด 11 ตัว วัลรัสแมวน้ำตัวใหญ่เขึ้ยวยาวจำนวนนับไม่ถ้วน กวางสวาลบาร์ดเรนเดียร์ และหมาจิ้งจอกอาร์ติก เป็นต้น

เราลงเรือที่ท่าเรือเมืองลองเยีรบิน (Longyearbyn) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองหลักของหมู่เกาะสวาลบาร์ดหลังจากได้ไปชมตัวเมืองและพิพิธพัณฑ์ เป็นเมืองที่กำเนิดมาจากการทำเหมืองถ่านหิน มีจำนวนประชากรราว 2,500 คน เป็นคนไทยร่วม 200 คนทำงานตามโรงแรมและร้านอาหาร แต่มีประชากรหมีโพลาร์มากถึง 5,000 ตัวบนเกาะสปิตส์เบอร์เก้น (Spitsbergen) มีป้ายติดไว้ที่ชานเมืองเตือนให้ระวังอันตรายจากหมีโพลาร์และให้นำอาวุธปืนยาวติดตัวไปด้วยเมื่อออกไปนอกเมือง

⛴️ เมื่อเรือแล่นออกจากท่า กัปตันเรียกประชุมผู้โดยสาร ชี้แจงการพักและการรักษาความปลอดภัยขณะอยู่บนเรือ แนะนำคณะสำรวจประจำเรือมีหัวหน้าชื่ออาดัมเคยมาดำน้ำที่เมืองไทย ซึ่งจะประชุมผู้โดยสารวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าเพื่อเตรียมการสำรวจของวันนั้นและตอนเย็นเพื่อแจ้งกำหนดการของวันต่อไป เย็นวันนั้นเรือแวะที่เกาะแห่งแรก ให้ผู้โดยสารนั่งเรือยางขึ้นไปชมทิวทัศน์บนเกาะและรอบๆ

เกาะมีดอกไม้ทุ่งออกดอกในฤดูร้อน พบนกขั้วโลกเหนือหลายชนิด เย็นวันนั้นเรือ Quest เดินทางต่อไปยังเกาะ Edgeoya เพื่อจอดค้างคืน ทางทีมสำรวจแจ้งผู้โดยสารว่าหลังอาหารเช้าวันรุ่งขึ้นจะนำผู้โดยสารลงเรือยางไปที่เกาะเพื่อดูชุมชนวัลรัสแมวน้ำเขี้ยวยาว วันรุ่งขึ้นเรานั่งเรือยางโซเดียกฝ่าหมอกหนายามเช้าไปขึ้นฝั่ง อาดัมซึ่งมาล่วงหน้าเดินมารับแล้วบอกว่ามีวัลรัสร่วมร้อยตัวนอนอยู่บนหาดห่างออกไปราว 500 เมตร เราจะเดินเป็นกลุ่มอย่างเงียบๆ ไม่พูดคุยกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องอยู่ด้านบนของหาด ห้ามลงไปเดินใกล้ทะเลเป็นอันขาด เพราะถ้าวัลรัสเกิดตื่นกลัว ทั้งหมดจะเคลื่อนตัวลงไปในทะเลทันที จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งถ้าไปขวางทางวัลรัสซึ่งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักตัว 800 ถึง 1,700 กิโลกรัม ดังนั้นขอให้เดินตามหลังทีมสำรวจ เราเดินฝ่าหมอกหนาทึบยามเช้าซึ่งให้บรรยากาศของการผจญภัย พวกเราเดินตามทีมสำรวจไปอย่างเงียบๆ มือถือกล้องพร้อมถ่าย ซึ่งทัศนวิสัยไม่เกิน 50 เมตร สักครู่ทีมสำรวจหยุดเดินแล้วชี้มือไปข้างหน้า เราเพ่งสายตาไปยังร่างสัตว์ขนาดใหญ่หลายสิบตัวนอนตะคุ่มอยู่ในหมอกห่างออกไปแค่ 50 เมตร อาดัมยกมือเป็นสัญญาณให้ถ่ายภาพได้ เสียงชัตเตอร์ของกล้องจำนวนมากดังขึ้นทันที

เงาตะคุ่มเหล่านั้นเริ่มขยับตัว บางตัวเคลื่อนตัวลงทะเลไปอย่างช้าๆ อาดัมหันมามองพวกเราให้แน่ใจว่าไม่มีใครไปขวางทางวัลรัส ขณะนั้นหมอกเริ่มจางลง ทั้งคนและวัลรัสต่างมองเห็นกันชัดขึ้น ทันใดนั้นวัลรัสทั้งหมดก็พลิกตัวจากท่านอนคว่ำและนอนตะแคงเป็นตั้งตัวตรงแล้วเคลื่อนตัวลงทะเลทันที ความสั่นสะเทือนเกิดจากการเคลื่อนตัวของน้ำหนักตัววัลรัสรวมกันหลายหมื่นกิโลกรัมพร้อมกันรู้สึกไปทั่วหาดกว้างนั้น เมื่อลงไปอยู่ในทะเลหมดแล้วและหมอกจางหายไปเกือบหมด วัลรัสทุกตัวหันหน้ามามองขบวนมนุษย์บนหาดอย่างระแวดระวังเพราะยังเดินตามพวกมันไปเรื่อยๆ ขณะนั้นวัลรัสแบ่งออกเป็นแต่ละครอบครัวเล็กๆกระจายอยู่ในทะเล เหตุการณ์เช้านี้เป็นการผจญภัยที่พวกเราได้บันทึกไว้ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอซึ่งจะไม่มีวันลืม

เรือ Quest เดินทางขึ้นเหนือลึกเข้าไปในทวีปอาร์กติกสู่บริเวณที่สภาพอากาศเย็นจัดถึงแม้จะอยู่ในฤดูร้อน เราไปถึงธารน้ำแข็งขนาดมหึมา Brasvellbreen มีความยาวถึง 45 กิโลเมตร หน้ากว้าง 8 กิโลเมตรไหลมาจากโดมน้ำแข็ง Austfonna นับว่าเป็นมหัศจรรย์สิ่งหนึ่งของโลก ในภาพให้สังเกตดูน้ำตกไหลลงมาจากธารน้ำแข็งสู่ทะเล

จากธารน้ำแข็ง Brasvellbreen เรามุ่งหน้าขึ้นเหนือเข้าไปในมหาสมุทรอาร์กติก อีก 2 ชั่วโมงต่อมาก็ได้พบหมีโพลาร์ตัวแรกอยู่ตามลำพังบนภูเขาน้ำแข็งกลางทะเล รอดักล่าแมวน้ำ ฤดูร้อนในขั้วโลกเหนือเป็นช่วงเวลาอดอยากของหมีโพลาร์เนื่องจากแมวน้ำหลายชนิดซึ่งเป็นอาหารหลักได้อพยพหนีร้อนขึ้นเหนือไปในทวีปอาร์กติก เหลือแต่วัลรัสซึ่งมีขนาดใหญ่มากและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในทะเลเป็นอุปสรรคต่อการล่าเหยื่อของหมีโพลาร์

🐻‍❄️ ในช่วง 5 โมงเย็นของวันนั้น เรือ Quest ได้ไปถึงเกาะขนาดเล็ก Isispynten ซึ่งอยู่ในเส้นทางขึ้นเหนือ อากาศยังสว่างอยู่ ทีมสำรวจได้นำผู้โดยสารลงเรือยางตามหาหมีโพลาร์ และได้พบ 2 ตัวอยู่คนละด้านของเกาะ

เรือ Quest เดินทางต่อไปจนถึงเกาะ Kovitoya เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นที่ตั้งอนุสรณ์สถานของคณะสำรวจขั้วโลกเหนือใน ค.ศ. 1897 เราได้พบซากหมีโพลาร์ตัวหนึ่งอดอาหารนอนตายอยู่บนหาด บนหาดเดียวกันนี้มีชุมชุนของวัลรัสอยู่บนสันทรายริมทะเลซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพราะถ้ามีหมีโพลาร์เข้ามาใกล้ก็สามารถหนีลงทะเลได้ทัน จากเกาะนี้เรานั่งเรือยางไปยังอีกเกาะหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ ระหว่างทางมีเหตุการณ์ตื่นเต้นเมื่อเรือยางลำหนึ่งเข้าไปใกล้วัลรัสฝูงหนึ่งมากเกินไปจนถูกวัลรัสตัวหนึ่งใช้เขี้ยวยาวเจาะท่อลมของเรือยางจนทะลุแต่เคราะห์ดีที่ไม่ถูกผู้โดยสาร นอกจากนั้นโครงสร้างเรือยางยังแบ่งออกเป็นช่องย่อยๆ หากช่องใดช่องหนึ่งรั่ว ช่องที่เหลือก็ยังพยุงเรือให้ลอยอยู่ได้

🐻‍❄️ เมื่อไปถึงเกาะนั้น มองเห็นหมีโพลาร์ตัวที่ 4 เดินอยู่ริมทะเลหาซากสัตว์และขยะที่ลอยเข้ามาจากทะเล เมื่อเห็นเรือยางของพวกเราเข้าไปใกล้ ก็ยืนมองอยู่นาน คงจะคิดว่าสิ่งที่อยู่บนเรือนั้นเป็นอาหารได้หรือไม่ เรากลับไปขึ้นเรือใหญ่แล้วเดินเล่นบนเรือ มือถือกล้องไปด้วย มองหาสัตว์ป่าบนเกาะ ในที่สุดก็พบหมีโพลาร์ตัวที่ 5 นอนอยู่บนหิมะที่ยังไม่ละลายไกลออกไป ผมใช้ซูมถ่ายภาพมาได้ สักครู่หมีตัวนั้นซึ่งเป็นสัตว์ที่มีจมูกรับกลิ่นได้ไกลน่าจะได้กลิ่นมนุษย์บนเรือจึงลุกขึ้นยืนแล้วมองมายังที่มาของกลิ่น

เรือ Quest แล่นต่อไปยังเกาะ Storoya แล้วนำผู้โดยสารลงเรือยางไปสำรวจเกาะ เมื่อมาถึงด้านหนึ่งของเกาะซึ่งเป็นภูเขาสูงซึ่งลาดลงมาถึงทะเล เราเห็นหมีโพลาร์ตัวหนึ่งเป็นตัวที่ 6 เดินอยู่บนยอดเขาซึ่งเต็มไปด้วยรังนก อาดัมซึ่งขับเรือยางลำของเราวันนั้นบอกว่าหมีกำลังจับนกและลูกนกในรังกิน แต่เมื่อหมีหันมาเห็นเรือยางหลายลำมีคนนั่งมาเต็มทุกลำ สูดกลิ่นแล้วรู้ว่ากินเป็นอาหารได้จึงเดินลงมาที่โขดหินริมทะเล แต่เป็นโขดหินสูงชัน หมีจึงไม่กระโดดลงมาในน้ำ อาดัมกับทีมสำรวจจึงถอยเรือยางให้ห่างออกมา เราถ่ายภาพหมีอยู่สักครู่ก็แล่นเรือยางกลับไปเรือใหญ่

บ่ายวันรุ่งขึ้น เรือ Quest เดินทางไปถึงเกาะ Karl XII ซึ่งเป็นเกาะใหญ่อยู่เหนือขึ้นไปในมหาสมุทรอาร์ติก อาดัมบอกว่าโอกาสที่จะพบหมีโพลาร์ที่นี่มีมาก เพราะอากาศหนาว บนที่ราบเนินเขายังมีหิมะตกอยู่ ทีมสำรวจแบ่งเรือยางออกเป็น 3 กลุ่มๆละ 3 ลำแยกย้ายไปตามหาหมีโพลาร์และติดต่อกันทางวิทยุสื่อสารได้

เรือยางลำที่ผมกับทีมงานอยู่และอีก 2 ลำมุ่งหน้าไปด้านหนึ่งของเกาะ เราผ่านเนินเขากว้างมีหิมะอยู่เต็ม คนขับเรือยางชี้ไปที่เนินนั้นซึ่งมีหมีโพลาร์ตัวหนึ่งนอนอยู่ เป็นตัวที่ 7 ที่พบ เป็นหมีหนุ่มดูนอนอย่างสบายบนหิมะ แต่ทันใดนั้นมันลุกขึ้นจ้องดูเรือของเรา แล้วเดินตรงลงมาที่ชายน้ำ เราเริ่มชินกับการที่หมีโพลาร์เดินมาดูเราใกล้ๆแต่มีทะเลขวางอยู่และยังไม่มีหมีตัวใดลงในน้ำมายังเรือยางของเรา หมีตัวนี้เดินมาถึงริมน้ำ จดจ้องอยู่ครู่เดียวก็ตัดสินใจเดินลงมาในน้ำ แล้วว่ายน้ำมุ่งมาที่เรือของเรา เป็นหมีตัวแรกที่ทำเช่นนั้น คนขับเรือบอกว่ามันคงจะหิวจัด และคิดว่ามีอาหารเหลือเฟือในเรือยาง 3 ลำ เราต้องทำให้มันเลิกความคิดนี้ จึงแล่นเรือออกไปโดยเร็วและไปไกลจนหมีไม่สามารถตามทันได้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น หมีจึงว่ายน้ำกลับไปขึ้นฝั่ง แต่ยังเสียดายเหยื่อเหล่านั้น จึงยืนสูดกลิ่นเหยื่ออยู่บนฝั่งแล้วตัดสินใจเดินกลับขึ้นไปบนเขา นอกกลิ้งตัวเช็ดขนกับหิมะให้แห้ง

🐻‍❄️ ต่อมาเรือกลุ่มเราได้รับแจ้งทางวิทยุจากอีกกลุ่มหนึ่งว่าพบหมีโพลาร์ตัวหนึ่ง เป็นตัวที่ 8 เรารีบไปยังจุดนั้นก็พบหมีโตเต็มวัยตัวใหญ่มากเดินอยู่บนหาดแต่ไม่แสดงท่าทางคุกคามแต่อย่างใด แค่มองดูขบวนเรือยางของเรา
เราได้รับแจ้งจากกลุ่มที่ 3 ว่าได้พบหมีโพลาร์ตัวหนึ่งด้วย เป็นตัวที่ 9 เรารีบไปยังจุดนั้นก็พบหมีตัวหนึ่งนอนอยู่ระหว่างกองหินริมทะเลโดยไม่แสดงอาการหิวโหยใดๆได้แต่นอนมองดูเรา

🐻‍❄️ เกาะต่อไปที่เรือ Quest แวะไปสำรวจคือเกาะ Phippsoya ซึ่งเราได้พบหมีโพลาร์ตัวที่ 10 เป็นหมีหนุ่มเดินหาอาหารอยู่บนหาดเต็มไปด้วยก้อนหินหลายขนาด เรามีของแถมที่เกาะนี้ขณะที่เรือ Quest แล่นออกจากเกาะโดยพบแมวน้ำเครา (Bearded Seal) ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาไม่ไกลจากเรือ ถ่ายรูปไว้ได้

🦌 เรือ Quest แวะที่เกาะ Chermsideoya ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของกวาง Svalbard Reindeer สัตว์ถิ่นเดียวของหมู่เกาะสวาลบาร์ดมาเป็นเวลา 5,000 ปี อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Vulnerable Species) Svalbard Reindeer มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมียซึ่งงอกขึ้นมาในช่วงเวลาที่ต่างกัน เมื่อเริ่มฤดูหนาวตัวผู้ที่โตเต็มที่คือมีอายุ 3 ปีขึ้นไปจะผลัดเขาโดยสร้างเขาใหม่ที่มีเนื้อเยื่อกำมะหยี่ปกคลุมซึ่งจะกลายเป็นเขาแข็งในช่วงฤดูผสมพันธุ์ระหว่างเมษายนถึงกรกฎาคม ส่วนตัวเมียจะงอกเขาในเดือนมิถุนายนและมีเขาไปตลอด 1 ปี อายุขัยของสวาลบาร์ดเรนเดียรคือราว 10 ปี

นอกจาก Svalbard Reindeer แล้ว เรายังได้พบ 🌼 Svalbard Poppy บนเกาะเดียวกันอีกด้วย ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำหมู่เกาะสวาลบาร์ด

ขณะเดินกลับมาลงเรือยาง อาดัมชี้ให้ดูนกชนิดหนึ่งยืนอยู่บนกองหินริมลำธารและบอกว่าเป็นนก Purple Sandpiper เป็นนกชายเลนชนิดหนึ่งเกิดในทวีปอาร์ติก ขนาด 20-22 ซม. กินหอย สัตว์น้ำขนาดเล็ก และพืชน้ำ เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบนกชนิดนี้ บ่ายวันนั้น เรือ Quest มุ่งหน้าไปยัง Alkefjeuet Bird Cliff เป็นหน้าผาสูงตั้งเป็นแนวยาวบนทะเลมีนก Brunnich’s Guillemot หรือ thick-billed murreอาศัยอยู่หมื่นตัว นกชนิดนี้มีวิถีชีวิตในการเลี้ยงดูลูกต่างจากนกทะเลชนิดอื่น โดยให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกเกิดใหม่บนขอบแคบๆของหน้าผาเหนือทะเล หลังจากเกิดมาได้ระหว่าง 18 ถึง 25 วัน ลูกนกจะกระโดดจากหน้าผาลงไปในทะเล โดยมีพ่อนกหรือแม่นกกระโดดตามลงไปเพื่อดูแลลูกนก ต่อจากนั้นพ่อนกจะอยู่ดูแลลูกนกในทะเลเป็นเวลา 8 สัปดาห์ขณะแม่นกบินไปหาอาหารมาให้พ่อนกกับลูกนกจนกว่าลูกนกจะบินได้ มีลูกนกจำนวนหนึ่งตกจากหน้าผาลงไปบนพื้นดินและตกเป็นอาหารของหมาจิ้งจอกอาร์กติก (Arctic Fox) 🐺 ซึ่งเปลี่ยนสีขนตามฤดูกาล ในฤดูหนาวขนจะเป็นสีขาว และจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มหรือสีน้ำตาลเทาในฤดูร้อน เป็นจังหวะดีที่ผมเดินทางไปในช่วงรอยต่อระหว่างหน้าหนาวกับหน้าร้อนจึงได้พบหมาจิ้งจอกในชุดขนทั้งหน้าหนาวและหน้าร้อน

ในเช้าวันสุดท้ายของทริป เรือ Quest ได้นำผู้โดยสารไปชมอดีตสถานีล่าวาฬในศตวรรษที่ 17 ที่ Smeerenburg พบวัลรัสขนาดใหญ่เขี้ยวยาวหลายตัวนอนอยู่บนหาด และได้พบแมวน้ำ Harbor Seal หรือ Common Seal ซึ่งมีท่านอนบนโขดหินที่ดูแปลกประหลาดแต่ทำให้ปลอดภัยจากการล่าของหมีโพลาร์ ถ้าหมีโพลาร์โผล่มาอย่างกะทันหัน แมวน้ำแค่พลิกตัวก็จะหล่นลงไปในน้ำรอดจาการล่าของหมีโพลาร์ไปได้

ในที่สุด เรือ Quest ได้นำผู้โดยสารทั้งหมดรวมทั้งผมกับทีมงานกลับไปถึงท่าเรือที่เมืองสวาลบาร์ดอย่างปลอดภัยจากการผจญภัยในมหาสมุทรอาร์กติกพร้อมด้วยเรื่องราวและภาพถ่ายของการสำรวจหมู่เกาะสวาลบาร์ดและการพบหมีโพลาร์มากถึง 11 ตัวและสัตว์ป่าอื่นๆของขั้วโลกเหนืออีกด้วย

🌟🌟🌟อย่าลืมตั้ง Favorite เพจ KTC TRAVEL STORIES คลิกไลค์กันบ่อยๆ จะได้ไม่พลาดข้อมูล ไอเดียวันพักผ่อน รวมถึงโปรดีๆ จากบัตรเครดิต KTC
#บัตรเครดิตKTC ัตรเดียวครบทุกเรื่องเทียว ื่องเที่ยวบัตรเดียวครบ

สปอยล์แม่ให้สุดกับ Golf Date ที่ Topgolf Megacityชวนแม่ออกไปไดรฟ์กอล์ฟสุดมันส์ ⛳ ​เพราะบางทีของขวัญที่ดีที่สุด ก็คือการไ...
14/08/2026

สปอยล์แม่ให้สุดกับ Golf Date ที่ Topgolf Megacity
ชวนแม่ออกไปไดรฟ์กอล์ฟสุดมันส์ ⛳ ​
เพราะบางทีของขวัญที่ดีที่สุด ก็คือการได้ใช้เวลาด้วยกัน ​💕

💳 บัตรเครดิต KTC ​
รับส่วนลด 10% สำหรับค่าเกมกอล์ฟที่ Regular Bay และอาหาร/เครื่องดื่ม​
หมายเหตุ:
- ส่วนลดดังกล่าวใช้ได้เฉพาะบริการที่เบย์ปกติสำหรับค่าเกม อาหารและเครื่องดื่มที่ร้านอาหารที่ Topgolf Megacity ได้แก่ Sports Bar, The Patio, The Busted และ The Devil's Lounge เท่านั้น​
- ส่วนลดดังกล่าวไม่สามารถใช้กับร้านค้า Merchandise (สินค้า), VIP Bay, Event Bay และ Academy ได้​

🗓️ 9 ก.พ. 69 - 30 ธ.ค. 69​
รายละเอียดเพิ่มเติม https://ktc.promo/Topgolfmegacity-fb

(ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี)​
ื่องเที่ยวบัตรเดียวครบ

บินฮ่องกง เสริมดวงให้ครึ่งปีหลังปังไม่ไหว ✈️🇭🇰ใครมีแพลนไหว้พระ ขอพร เติมแต้มบุญ และเที่ยวฮ่องกงปลายปีนี้ กางปฏิทินวันหยุ...
14/08/2026

บินฮ่องกง เสริมดวงให้ครึ่งปีหลังปังไม่ไหว ✈️🇭🇰
ใครมีแพลนไหว้พระ ขอพร เติมแต้มบุญ และเที่ยวฮ่องกงปลายปีนี้ กางปฏิทินวันหยุด แล้วรีบจองเลย!
บัตรเครดิต KTC ชวนบินตรงฮ่องกงกับ Thai Lion Air
✨ รับส่วนลด 20% ลดทันที ไม่ต้องใช้คะแนน 💥
เมื่อจองผ่าน lionairthai.com/ktc-hongkong26 และชำระผ่านบัตรเครดิต KTC

โปรดีขนาดนี้ บินเดือนไหนก็คุ้ม เลือกช่วงที่ใช่ แล้วไปให้ครบทุกพิกัด ✨เสริมดวงปังได้ทุกเดือน
🔮 ไม่ว่าจะเสริมดวง ความคุ้มครอง ความเมตตา
💗 ความรัก สุขภาพ และอายุยืน
🙏 💎ทบทวนจิตใจ ส่งต่อความขอบคุณ

📅 จอง : 1 ก.ค. 69 – 31 ส.ค. 69
🧳 เดินทาง : 1 ก.ค. 69 – 31 ธ.ค. 69
📲เพิ่มเติม https://ktc.promo/HK-SL-Mutelu
(ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี)

#บัตรเครดิตKTC #บินฮ่องกง #มูฮ่องกง #สายมู #วัดฮ่องกง

Safari Series : Bornean Orangutan, Kalimantan, Indonesia 🦧 อุรังอุตังบอร์เนียว คาลิมันตัน อินโดนีเซียเรื่องและภาพถ่าย โด...
13/08/2026

Safari Series : Bornean Orangutan, Kalimantan, Indonesia
🦧 อุรังอุตังบอร์เนียว คาลิมันตัน อินโดนีเซีย
เรื่องและภาพถ่าย โดย คุณปองพล อดิเรกสาร

ในการถ่ายทำรายการสุดหล้าฟ้าเขียวเรื่องสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ผมกับทีมงานได้เดินทางไปยังรัฐคาลิมันตันของประเทศอินโดนีเซียบนเกาะบอร์เนียวซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของอุรังอุตังบอร์เนียวสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งชนิดหนึ่ง ได้มีการประเมินทางวิชาการว่าถ้าจำนวนประชากรอุรังอุตังลดลงในอัตราปัจจุบันด้วยสาเหตุต่างๆ อุรังอุตังซึ่งมีอยู่เพียง 2 สายพันธุ์ได้แก่อุรังอุตังบอร์เนียวและอุรังอุตังสุมาตราจะสูญพันธุ์จากโลกนี้ในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า

ในวงการวิทยาศาสตร์ได้ให้การยอมรับจากการศึกษาค้นคว้าว่าเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่า The Great Apes หรือ “ลิงใหญ่ไร้หาง” นั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ ชิมแปนซี อุรังอุตัง กอริลล่า และมนุษย์ ปรากฏว่าชิมแปนซีอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ อุรังอุตังและกอริลล่าอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ส่วนมนุษย์นั้นไม่อยู่ในสภาวะที่ถูกคุกคามใดๆทั้ง 4 ระดับคือถูกคุกคามจนอาจสูญพันธุ์ในอนาคตได้ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ใกล้สูญพันธุ์ และใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง แต่กลับเป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบในพฤติกรรมที่ทำให้อีก 3 เผ่าพันธุ์ต้องตกอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์และใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

✈️ ผมเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปยังกรุงจาการ์ตาใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง รอเปลี่ยนเครื่องบินเป็นเวลา 2 ชั่วโมงแล้วบินสายการบินในประเทศไปยังเมืองเซมารังใช้เวลา 1 ชั่วโมง พักค้างคืนที่นั่น รุ่งเช้าบินภายในประเทศข้ามทะเลชวาไปยังเมืองปังกาลันบันในรัฐคาลิมันตันบนเกาะบอร์เนียว ที่สนามบินมีพนักงานของ ริมบาอุรังอุตังอีโคลอด์จ (Rimba Orangutan Eco Lodge) นำรถมารับผมกับทีมงานไปยังท่าเรือของเมืองคูมัยตั้งอยู่ปากแม่น้ำริมบาเพื่อลงเรือไปยังอุทยานแห่งชาติตันจุงพุติ้งจุดหมายปลายทางของเรา ใช้เวลา 45 นาทีไปยังแม่น้ำเซคอนเยอร์ซึ่งเป็นเขตแดนของอุทยานแห่งชาติตันจุงพุติ้ง

เราคึกคักขึ้นเมื่อเรือแล่นเข้าไปในบริเวณป่าอันกว้างใหญ่และเริ่มเห็นนกหลายชนิด ชนิดแรกที่พบคือนกกะเต็นใหญ่ธรรมดา (Stork-billed Kingfisher) เกาะอยู่บนต้นไม้ที่เรือแล่นผ่าน เพียงครู่เดียวก็พบนกตัวที่สองเป็นนกกะปูดใหญ่ (Greater Coucal) สยายปีกเกาะอยู่บนต้นไม้ริมฝั่ง แล้วก็ไปถึงนกตัวที่สามคือนกเงือกดำ (Black Hornbill) เกาะอยู่บนยอดต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งเป็นการบ่งบอกว่าเราเข้ามาในบริเวณป่าลึกซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของนกเงือก โดยเฉพาะนกเงือกดำเพราะพบยากมากในป่าเมืองไทยและอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์

พนักงานของลอด์จชี้ไปยังท่าเรือซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามต้นไม้ที่นกเงือกดำเกาะอยู่แล้วบอกว่านั่นคือริมบาอีโคลอดจ์ที่พักของเราซึ่งเราพอใจเพราะตั้งอยู่ในป่าตรงข้ามบริเวณอุทยานฯทำให้สะดวกต่อการนั่งเรือตามหาอุรังอุตังและบริเวณรอบๆลอด์จก็เป็นธรรมชาติที่เราต้องการ

วันรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้า เราลงเรือท้องถิ่นเรียกว่าโคลโต๊ก (klotok) เป็นเรือไม้สองชั้น กว้างพอที่จะเคลื่อนไหวไปมาอย่างสะดวกรวมทั้งลงไปยังหัวเรือและท้ายเรือเพื่อดูสัตว์ป่าทั้งสองข้าง เรือมีกัปตันเรือ ลูกเรือสองคน ไกด์ท้องถิ่น และแม่ครัวเพื่อทำอาหารกลางวันทานบนเรือโดยไม่ต้องเสียเวลากลับมาที่ลอด์จ

ทีมงานตั้งกล้องวีดีโอที่หัวเรือและท้ายเรือแห่งละกล้อง ผมสะพายกล้องติดเลนซ์ซูมเพื่อถ่ายภาพนิ่ง ทุกคนพร้อมเพียงแต่รอให้พบสัตว์ป่า ซึ่งไกด์บอกว่ามีโอกาสพบแน่เพราะสัตว์ป่าที่นี่คุ้นกับเรือและผู้คนจำนวนมากที่มาดูสัตว์ป่าโดยเฉพาะอุรังอุตัง ลิงจมูกยาว ลิงหางยาว ค่าง และชะนี กฏเกณฑ์ของอุทยานฯคือห้ามลงจากเรือเข้าไปในป่าอย่างเด็ดขาด นอกจากขึ้นฝั่งไปยังหน่วยรักษาป่าและสถานที่ให้อาหารสัตว์ (feeding station) ของอุทยานซึ่งมีอยู่ 3 แห่ง

🦧 อุทยานแห่งชาติตันจุงพุติ้งมีพื้นที่ราว 3,000 ตารางกิโลเมตร เป็นถิ่นอาศัยที่ใหญ่ที่สุดของอุรังอุตังบอร์เนียวซึ่งมีการสำรวจจำนวนประชากรว่ามีมากกว่า 5,000 ตัว เป็นที่ตั้งของ Camp Leakey ซึ่งเป็นมูลนิธิศูนย์การศึกษาวิจัยและอนุรักษ์อุรังอุตังมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 และเป็นสถานที่เลี้ยงดูอุรังอุตังที่บาดเจ็บทั้งโดยธรรมชาติและถูกล่าโดยพรานและลูกอุรังอุตังที่กำพร้าแม่ ซึ่งเมื่อรักษาหายเป็นปกติและที่เป็นลูกกำพร้าเติบโตขึ้นก็ปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติในป่า แต่อุรังอุตังเหล่านั้นมีสัญชาตญาณที่เฉลียวฉลาดในเรื่องความปลอดภัยและการอยู่รอดจึงอาศัยอยู่รอบๆแคมป์มีความคุ้นเคยกับมนุษย์ที่เป็นมิตรและดูแลตนมา

สัตว์ป่าชนิดแรกที่พบเป็นลิงจมูกยาว (Proboscis Monkey) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบ และเป็นสัตว์ป่าอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธ์ (endangered species) เป็นธรรมชาติของลิงจมูกยาวที่กระโดดจากต้นไม้ตนหนึ่งไปเกาะกิ่งของต้นไม้อีกต้นหนึ่งได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่ที่น่าทึ่งคือได้เห็นลิงจมูกยาวตัวเมียมีลูกเกาะที่ท้องกระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว

🦧 ในที่สุดเราก็ได้พบอุรังอุตังตัวแรกขณะที่เรือแล่นผ่านดงต้นเตยแห่งหนึ่ง ลูกเรือที่นั่งอยู่หัวเรือชี้มือไปยังต้นจากต้นหนึ่ง เรามองตามมือไปก็เห็นใบหน้าอุรังอุตังตัวหนึ่งอยู่ในวัยรุ่นโผล่กลมกลืนกับต้นเตยรอบตัวขึ้นมา ผมยกกล้องติดซูมถ่ายภาพหน้าอุรังอุตังได้ทันทีขณะที่อุรังอุตังจ้องดูเราและกัปตันชะลอเรือให้ช้าลง ไกด์บอกว่าอุรังอุตังคงลงมากินน้ำ เมื่อผมถามว่าเขารู้สึกปลอดภัยหรือ คำตอบคือบนเกาะบอร์เนียวไม่มีสัตว์นักล่าขนาดใหญ่เช่นเสือโคร่งหรือเสือดาวที่จะล่าอุรังอุตังได้ และพวกเขารู้ว่าเรือที่ผ่านไปมาไม่เป็นอันตราย จึงกล้าลงมาที่พื้นดิน นอกจากนั้นอุรังอุตังที่โตเต็มวัยจะมีร่างกายใหญ่โตแข็งแรงมากมีพลังเท่ากับมนุษย์ผู้ชาย 6 คน ถึงแม้จะเชื่อมั่นว่าปลอดภัย แต่สัญชาตญาณทำให้อุรังอุตังตัวนั้นหายตัวกลับขึ้นไปบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว

🦧 เราผ่านจุดที่พบอุรังอุตังวัยรุ่นมาไม่ไกลนัก ก็พบอุรังอุตัวตัวผู้โตเต็มวัยตัวหนึ่งอยู่บนต้นไม้ใกล้ฝั่ง มีกระบังแก้มขนาดใหญ่และถุงลมใต้คอแตกต่างจากอุรังอุตังวัยรุ่นที่เราพบ ไกด์บอกว่าเมื่ออุรังอุตังตัวผู้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์คืออายุ 10 ปีขึ้นไป จะเริ่มมีกระบังแก้มและถุงลมใต้คอซึ่งจะใหญ่ขึ้นตามอายุ อุรังอุตังตัวนี้น่าจะมีอายุราว 20 ปี ในสังคมอุรังอุตังนั้นตัวผู้ที่มีกระบังแก้มและถุงลมใต้คอแสดงว่ามีพลังเหนือตัวผู้ที่ไม่มีกระบังแก้มและถุงลมและเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของตัวเมียในฤดูผสมพันธุ์ ส่วนอุรังอุตังตัวเมียไม่มีกระบังแก้มและถุงลมใต้คอ

กัปตันลอยเรือให้อยู่นิ่งเพื่อให้ผมกับทีมงานถ่ายภาพอุรังอุตังตัวนี้อยู่ครู่ใหญ่ ซึ่งอุรังอุตังไม่แสดงอาการตื่นกลัวพวกเรา แต่สายตาจับจ้องอยู่ที่เราขณะเด็ดผลไม้และใบไม้ใส่ปากเคี้ยวกินไปเรื่อยๆ

🐊 ทันใดนั้นลูกเรือที่ประจำอยู่ท้ายเรือร้องบอกเราว่ามีจระเข้ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำใกล้ฝั่งไม่ห่างจากเรือ เรากรูไปที่กราบเรือด้านนั้นก็พบจระเข้ตัวหนึ่งปากยาวแหลมเรียวซึ่งผมไม่เคยพบมาก่อนโผล่ลำตัวส่วนบนขึ้นมาให้เห็นชัดเจน ไกด์บอกว่าเป็นจระเข้ประจำถิ่นของแหลมมลายู บอร์เนียว สุมาตรา และชวา เรียกว่า False Gharial หรือ Malayan Gharial อยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species) จำนวนประชากรได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจากการที่ถิ่นอาศัยถูกบุกรุกโดยการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำและมนุษย์สร้างบ้านเรือนเข้าไปในแม่น้ำ เราถ่ายภาพและเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง จระเข้ก็เงยส่วนหัวขึ้นเหนือน้ำให้เราเห็นฟันเป็นซี่ๆเต็มปากดูน่ากลัว แต่ไกด์บอกว่าจระเข้ชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ กินปลาเป็นอาหารหลักและสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ

🦧 กัปตันนำเรือไปจอดร่วมกับเรือลำอื่นๆที่ท่าเรือของ Camp Leakey เพื่อทานอาหารกลางวันบนเรือ หลังจากนั้นในเวลาบ่าย 2 โมงครึ่งเรากับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเดินจากท่าเรือไปบนสะพานไม้สร้างสูงจากพื้นดิน 2 เมตรเพื่อไปดูการให้อาหารอุรังอุตัง สักครู่ก็ไปถึงจุดสิ้นสุดทางเดินบนสะพาน และเดินต่อบนทางเดินที่พื้นดิน พวกเรารู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นอุรังอุตังตัวผู้โตเต็มวัยตัวหนึ่งมีกระบังแก้มและถุงลมขนาดใหญ่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ตนหนึ่ง มือทั้งสองข้างเกาะอยู่กับกิ่งไม้ สีหน้าแสดงความเป็นมิตรให้ความรู้สึกเหมือนว่ามายืนต้อนรับเรา ยอมให้เรายกกล้องขึ้นถ่ายรูปเขา เราเดินต่อไปผ่านบริเวณอาคารที่ทำการมาถึงกระท่อมหลังหนึ่งสร้างด้วยไม้มีแผ่นไม้และแผ่นโลหะปิดอยู่ที่ผนังภายนอกรอบกระท่อม เราพบอุรังอุตังแม่ลูก คู่หนึ่งยืนอยู่หน้ากระท่อมและหันมาดูเรากับนักท่องเที่ยวที่หยุดเดินเพื่อถ่ายรูป ไกด์บอกว่าทุกครั้งที่มาก็จะพบแม่ลูกคู่นี้พยายามที่จะงัดผนังด้านนอกเพื่อเข้าไปในกระท่อมซึ่งเป็นที่เก็บอาหารแห้งและเครื่องกระป๋อง บางครั้งก็งัดได้แต่เจ้าหน้าที่มาไล่ออกไปและนำแผ่นไม้และแผ่นโลหะมาปิดทับใหม่ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ละความพยายามที่จะหาทางเข้าไปในกระท่อมให้ได้ เรายืนดูแม่ลูกคู่นี้พยายามงัดแงะผนังไม้ของกระท่อมต่อหน้าเราแต่ไม่สำเร็จ

เราจากแม่ลูกคู่นี้มาแล้วเดินต่อไปจนถึงบริเวณที่ให้อาหารอุรังอุตัง มีแคร่ไม้กว้างและยาววางอยู่บนเสาไม้สูงจากพื้นดินราว 2 เมตร มีเจ้าหน้าที่ 2 นายแบกตะกร้าขนาดใหญ่คนละใบมีกล้วยสุกแล้วบรรจุอยู่เต็มเดินมาเทกล้วยทั้งหมดลงบนแคร่ไม้นั้น แล้วทั้งคู่ก็ผลัดกันกู่เสียงดังก้องป่าอยู่ครู่หนึ่งเรียกอุรังอุตังให้มากินกล้วย เรานั่งรวมกับนักท่องเที่ยวบนแคร่ไม้ซึ่งทางอุทยานฯจัดไว้เป็นแถวๆให้นั่งดูการให้อาหาร ไกด์อธิบายว่าเจ้าหน้าที่กู่เรียกอุรังอุตังให้มากินกล้วยเป็นประจำทุกวันจนอุรังอุตังรู้เวลาและจำเสียงได้ สักครู่อุรังอุตังก็ทยอยมากันตามต้นไม้ มีทั้งมาเดี่ยวและคู่มากับลูกซึ่งแม่บางตัวก็มีลูก 2 ตัว บางตัวกินตรงนั้นไม่พอก็เอากล้วยใส่ปากไปครึ่งหวีและยังใช้มือที่ว่างถือติดมือไปอีกสองสามใบขึ้นไปกินบนต้นไม้ ไกด์อธิบายเพิ่มเติมว่าทางอุทยานฯนำผลไม้มาให้อุรังอุตังกินเป็นการป้องกันไม่ให้ออกไปหากินนอกอุทยานฯและถูกล่า ผลไม้ในอุทยานฯจะออกผลตามฤดูกาล เมื่อสิ้นฤดูกาล ไม่มีผลไม้กิน อุรังอุตังที่มีลูกเล็กจึงนำลูกออกไปนอกอุทยานฯเพื่อหาผลไม้กินเพราะอาหารหลักของอุรังอุตังคือผลไม้ชนิดต่างๆ ตัวแม่อุรังอุตังต้องมีอาหารกินเพียงพอเพื่อสามารถผลิตนมให้ลูกกินได้ จึงทำให้ตัวแม่ถูกพรานล่าเพื่อนำลูกไปขายในตลาดค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฏหมาย ทางอุทยานจึงนำผลไม้มาให้อุรังอุตังกินในช่วงผลไม้ขาดแคลนเพื่อป้องกันให้ไปนอกอุทยานฯ จะเห็นว่าอุรังอุตังส่วนใหญ่ที่มากินผลไม้จะเป็นตัวเมียและมีลูกมาด้วย วิธีนี้นอกจากป้องกันไม่ให้อุรังอุตังถูกล่าแล้วยังเป็นการสำรวจจำนวนอุรังอุตังที่อาศัยอยู่รอบๆ Feeding Station ทั้ง 3 แห่งของอุทยานฯด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรู้จักทุกตัวที่มากินผลไม้ ตัวไหนไม่มาก็จะรู้ว่าหายไปและจะตามหาว่าไปไหน

ผมสังเกตดูว่าอุรังอุตังส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่โตเต็มวัยและอายุมากจะมีมารยาทในการกิน มีตัวผู้อาวุโสตัวหนึ่งมีกระบังแก้มและถุงคอใหญ่มาก เมื่อกินกล้วยพอแล้วก็จากไปเพื่อให้ตัวอื่นมีโอกาสมากินบ้าง

มีเหตุการณ์หนึ่งที่นักท่องเที่ยวรวมทั้งเราด้วยเห็นแล้วหัวเราะชอบใจคือขณะที่อุรังอุตัวหนึ่งมาตัวเดียวและนำกล้วยขึ้นไปกินต่อบนต้นไม้ ทันใดก็มีชะนีบอร์เนียนเคราขาว (Bornean White Bearded Gibbon) ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมากะทันหันแล้วแย่งกล้วยในมือของอุรังอุตังตัวนั้นไปและกระโจนหนีขึ้นไปบนยอดต้นไม้ต้นหนึ่ง ผมถ่ายภาพชะนีและอุรังอุตังตัวนั้นได้ขณะมีสีหน้าโมโหมากและปีนต้นไม้ตามชะนีขึ้นไป แต่ขึ้นไปไม่ถึงเพราะตัวหนักเกินไปจึงต้องถอยลงไป ปล่อยให้ชะนีตัวนั้นกินกล้วยเย้ยอยู่บนต้นไม้

เราเดินกลับออกมาไปที่เรือ เห็นคนกลุ่มหนึ่งมุงดูอะไรอยู่ เมื่อไปถึงจุดนั้นก็เห็นอุรังอุตังแม่ลูกคู่หนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้ทำท่าทางต่างๆให้ถ่ายรูป ผมจึงไปร่วมถ่ายภาพแม่ลูกคู่นั้นด้วยและให้ฉายาว่า “แม่ลูกคู่ฮาแห่งป่าบอร์เนียว”

ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายมากแล้ว เราเดินทางกลับไปยังลอด์จที่พักของเรา มาได้ครึ่งทางลูกเรือประจำหัวเรือชี้มือไปที่ต้นไม้ใหญ่ริมฝั่งต้นหนึ่งพร้อมกับร้องบอกอะไรต่อกัปตันซึ่งชะลอ ความเร็วของเรือทันที ไกด์บอกว่าอุรังอุตังตัวหนึ่งกำลังทำรังอยู่บนต้นไม้ต้นนั้น เรามองตามก็เห็นอุรังอุตังวัยหนุ่มตัวหนึ่งกำลังนำกิ่งไม้และใบไม้มาทำรังบนคาคบซึ่งใกล้จะเสร็จแล้วและเข้าไปนั่งอยู่ในรัง เมื่อเห็นเรือมาจอดก็จ้องดูด้วยสัญชาตญาณระวังภัยแต่ยังไม่นอน ไกด์อธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นธรรมชาติของอุรังตังที่เปลี่ยนรังนอนทุกวันโดยสร้างรังขึ้นใหม่ อุรังอุตังไปหากิ่งไม้และใบไม้มาเพิ่มเพื่อบังตาพวกเราแล้วเข้าไปนอนในรังแต่ยังลืมตาดูพวกเราด้วยความไม่ไว้ใจ จึงลุกขึ้นไปหักกิ่งไม้กับใบไม้มาเสริมรังให้ทึบขึ้น แล้วนอนราบลงในรังแต่ตายังคอยดูเราและเอาใบไม้มาปิดหน้าแต่ก็นอนไม่หลับ จึงลงจากรังมาใกล้เรือ และส่งเสียงขู่พวกเราพร้อมกับกินผลไม้ไปด้วย หลังจากนั้นก็กลับขึ้นไปที่รัง ส่งเสียงขู่ตามมา และโน้มกิ่งไม้มาบังรังไม่ให้เราเห็น ในที่สุดเราเห็นใจอุรังอุตังตัวนี้และได้ภาพมามากพอแล้วจึงจากมาเพื่อให้อุรังอุตังได้นอนในรังด้วยความสบายใจ

อุทยานแห่งชาติตันจุงพุติ้งมี Feeding Station 3 แห่งได้แก่ Camp Leakey ซึ่งอยู่ลึกที่สุดและเราได้ไปเยือนมาแล้ว แห่งที่ 2 คือ Tanjung Harapan ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลอด์จที่เราพักและเราไปเยือนในเช้าวันนี้ หลังจากขึ้นจากเรือและเดินตามทางเดินไป 1 กิโลเมตรครึ่งไปยังที่ให้อาหารอุระหว่างทางก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้อุรังอุตังให้มากินกล้วย เมื่อเราไปถึงก็เห็นอุรังอุตัง 2 ตัวมาแล้ว ตัวหนึ่งเริ่มกินกล้วยที่กองอยู่บนแคร่ไม้ยาว ส่วนอีกตัวหนึ่งยังนั่งอยู่บนต้นไม้ เพียงครู่เดียวก็มีแม่อุรังอุตังตัวหนึ่งมีลูกเล็ก 2 ตัวเกาะหลังลงมากินกล้วยบนแคร่ด้านหนึ่งอยู่พักหนึ่งก็นำลูกกลับขึ้นต้นไม้หายเข้าไปในป่า ต่อมามีแม่อุรังอุตังมีลูกตัวเล็กมากลงมาที่แคร่ เจ้าหน้าที่จึงนำถังไม้บรรจุนมมาให้ลูกอุรังอุตังกิน ไกด์บอกว่าเจ้าหน้าที่จะคอยดูถ้าตัวแม่มีลักษณะขาดนมและลูกตัวเล็กมากก็จะนำนมมาให้ทั้งแม่และลูกกิน ผมสังเกตดูว่าที่ feeding station แห่งนี้อุรังอุตังส่วนใหญ่ที่มามักจะมีลูกมาด้วยตัวเดียวหรือ 2 ตัว บางช่วงบนแคร่เริ่มแออัดเมื่อจำนวนอุรังอุตังมามากขึ้น มีแม่ตัวหนึ่งมีลูก 2 ตัวจึงนำกล้วยขึ้นไปกินบนต้นไม้กับลูก ขณะที่แม่บางตัวมีลูก 2 ตัวก็นั่งรอคิวอยู่บนต้นไม้ ขณะเดียวกันก็มีอุรังอุตังที่มาเดี่ยวตัวหนึ่งรวบรวมกล้วยขึ้นไปกินบนต้นไม้ตามลำพัง และเป็นเป้าให้นักท่องเที่ยวรวมทั้งเราด้วยหันไปถ่ายภาพอุรังอุตังตัวนี้

เมื่อใกล้เที่ยง เรากลับไปลงเรือ แล้วกัปคันก็นำเรามุ่งหน้าไปยัง feeding station แห่งที่ 3 คือ Pondok Tanggui ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปตอนบนของอุทยานฯ ขณะนั้นฝนเริ่มตกลงมา ไกด์มองดูเมฆบนท้องฟ้าแล้วบอกว่าน่าจะตกไม่นาน แต่ทางเรือได้เตรียมเสื้อฝนมาด้วย เมื่อถึงท่าเรือของ feeding station เราทานอาหารกลางวันบนเรือที่ท่าเรือ ขณะนั้นฝนยังตกพรำๆอยู่ เราสวมเสื้อฝนขึ้นจากเรือเดินตามไกด์ไปยังที่ให้อาหารอุรังอุตังห่างออกไปเกือบ 3 กิโลเมตร ไปได้ครึ่งทางฝนก็หยุดตก เราเดินมาถึงทางแยกก็พบอุรังอุตังตัวผู้โตเต็มวัยใบหน้ามีกระบังแก้มและถุงลมใต้คอยืนอยู่ระหว่างต้นไม้สองต้นติดกับถนนจ้องมองเราซึ่งถามไกด์ว่าถ่ายภาพอุรังอุตังตัวนั้นได้ไหม ไกด์บอกว่าได้แต่ค่อยๆยกกล้องและเคลื่อนไหวช้าๆไม่แสดงอาการคุกคามใดๆและบอกว่าอุรังอุตังตัวนี้สูญเสียดวงตาข้างซ้าย เมื่อเรามองไปที่ใบหน้าก็เห็นเป็นเช่นนั้น แล้วเราก็ค่อยๆเดินผ่านอุรังอุตังตัวนั้นไป เมื่อไปถึงที่ให้อาหารอุรังอุตัง เราก็ไปนั่งที่แคร่ไม้ที่ทางอุทยานฯจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวซึ่งทยอยเดินกันเข้ามา 🐗 เราเห็นหมูป่าขนาดใหญ่ตัวหนึ่งเดินหาอาหารกินอยู่ใต้แคร่ไม้ที่เจ้าหน้าที่ได้นำกล้วยมากองไว้แล้ว ไกด์บอกว่านั่นคือหมูป่ามีเคราบอร์เนียว (Bornean Bearded Pig) สักครู่อุรังอุตังก็ทยอยลงจากต้นไม้มากินกล้วย มีนักท่องเที่ยวฝรั่งคนหนึ่งมือซ้ายถือขวดน้ำพลาสติก มือขวาถือกล้องวีดีโอเดินไปใกล้แคร่วางกล้วยซึ่งมีเส้นเชือกกั้นไว้ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไป เขาวางขวดน้ำไว้บนพื้นดิน แล้วก้าวเท้าห่างออกไปแค่ 1 เมตรเพื่อหามุมถ่ายภาพอุรังอุตังใกล้ๆ เจ้าหน้าที่รีบเดินเข้ามาจะเตือน แต่ช้าไป อุรังอุตังวัยรุ่นตัวหนึ่งไต่ลงมาจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว คว้าขวดน้ำและกระโจนกลับขึ้นไปบนต้นไม้ทันที มองดูขวดน้ำในมือ บีบขวดน้ำแตกแล้วก้มลงกินน้ำที่นองอยู่ในมือ ยังมีเรื่องที่ต้องเล่าเต่อ ช่างกล้องทีมงานของเราได้ลุกขึ้นตามช่างภาพฝรั่งแต่เดินไปยังอีกด้านหนึ่งของบริเวณที่กั้นเชือกไว้ เขาถอดเสื้อฝนที่รู้สึกเกะกะออกมาพาดไว้บนเชือกกั้น แล้วสาละวนกับการถ่ายวีดีโออุรังอุตังกินน้ำ ทันใดนั้นอุรังอุตังอีกตัวหนึ่งลงมาจากต้นไม้แล้วคว้าเสื้อฝนที่พาดอยู่กลับขึ้นไปบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว อุรังอุตังตัวนั้นเป็นตัวเมียมีลูก

ตัวหนึ่งนำเสื้อฝนขึ้นไปบนรังและพยายามสวมโดยเรียนแบบมนุษย์ เอาเสื้อคลุมไว้ทั้งตัว พวกเราก็เป็นห่วงเพราะอุรังอุตังต้องมีหรือเท้าข้างหนึ่งจับกิ่งไม้ไว้ กลัวว่าเสื้อจะเกะกะและทำให้อุรังอุตังจับกิ่งไม้ไม่ได้และอาจตกลงมา ได้ปรารภกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯถึงเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่หัวเราะและบอกว่าไม่ต้องห่วง อุรังอุตังเฉลียวฉลาดมาก เลียนแบบมนุษย์ได้เกือบทุกเรื่อง ในที่สุดอุรังอุตังก็เอาเสื้อมาคลุมตัวโผล่แต่หัวขึ้นมา แต่สักครู่ก็เบื่อจึงโยนเสื้อฝนทิ้งลงมา

🐒 ขณะอยู่ที่อุทยานแห่งชาติตันจุงพุติ้ง เราได้มีโอกาสพบสัตว์ป่าและนกเพิ่มเติมอีกหลายชนิดนอกจากที่ได้กล่าวถึงมาแล้วได้แก่ ค่างเทาหรือค่างหงอก (Silvery Langur Monkey or Silvered Leaf Monkey), เหยี่ยวรุ้ง (Crested Serpent Eagle), ค้างคาวแม่ไก่ (Flying Fox Bat), นกกินปลีหางยาวเขียว (Green-tailed Sunbird), นกขมิ้นท้ายทอยดำ (Black-naped Oriole) และจักจั่นงวงช้าง (Lantern Fly)

เราเสร็จภารกิจการถ่ายทำอุรังอุตังบอร์เนียวซึ่งสนุกสนานกับการผจญภัยครั้งนี้และได้ความรู้เกี่ยวกับอุรังอุตังมามากมายโดยไม่คาดคิดมาก่อนและประทับใจในความเฉลียวฉลาดของพวกเขา จึงมีความตั้งใจที่จะช่วยและชักชวนให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ให้อุรังอุตังทุกสายพันธุ์คงอยู่ในโลกร่วมกับมนุษย์ต่อไปอีกนานแสนนาน

🌟🌟🌟อย่าลืมตั้ง Favorite เพจ KTC TRAVEL STORIES คลิกไลค์กันบ่อยๆ จะได้ไม่พลาดข้อมูล ไอเดียวันพักผ่อน รวมถึงโปรดีๆ จากบัตรเครดิต KTC
#บัตรเครดิตKTC ัตรเดียวครบทุกเรื่องเทียว ื่องเที่ยวบัตรเดียวครบ

"

ที่อยู่

591 อาคารสมัชชาวาณิช 2 ชั้น 14 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
Bangkok
10110

เบอร์โทรศัพท์

+662 123 5050

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KTC Travel Storiesผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์