At Here Co., Ltd. Travel Agent

At Here Co., Ltd. Travel Agent ตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารเครื่องบิน At Here Co.,Ltd. Travel Agent.
311/7 Prajak Silpakhom Rd, T.Makkang, A.Muang, Udon Thani 41000

Reservations & Ticketing.

Open Monday - Saturday 10:00 - 20:00 O'clock
Tel : +66 42-244-305 : +66 42-212-285 Mobile : +66 86-458-2608
Fax : +66 42-343-681 Email : [email protected]

Thank you for choosing At Here Co.,Ltd.

สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ จัดโปรโมชันพิเศษ " Pay Day Pay Deal มอบส่วนลดพิเศษ 10% ทุกเส้นทางบิน"สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ จ...
26/05/2026

สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ จัดโปรโมชันพิเศษ " Pay Day Pay Deal มอบส่วนลดพิเศษ 10% ทุกเส้นทางบิน"

สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ จัดโปรโมชันพิเศษ Pay Day Pay Deal มอบส่วนลดพิเศษ 10% ให้ผู้โดยสารเดินทางท่องเที่ยวกับราคาโปรโมชันสุดคุ้ม เพียงกรอกรหัสโปรโมชันโค้ด "LIONPAYDAY26" ในช่อง PROMO CODE ทั้งเส้นทางบินในประเทศและต่างประเทศ สามารถสำรองที่นั่งได้ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 - 31 พฤษภาคม 2569 และเริ่มเดินทางได้ตั้งแต่ 25 พฤษภาคม 2569 - 30 กันยายน 2569

ผู้โดยสารสามารถสำรองบัตรผู้โดยสารราคาโปรโมชันนี้ได้ทางเว็บไซต์ www.lionairthai.com โดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการจองและตัดบัตร ทั้งนี้โปรโมชันพิเศษมีจำนวนจำกัด และอาจไม่มีให้บริการในบางเที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ และบางช่วงของวันหยุดยาว ทั้งนี้ราคาบัตรโดยสารรวมค่าภาษีสนามบิน, ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง, ค่าธรรมเนียมออกบัตรโดยสาร และไม่รวมค่าบริการเสริม โดยมีเงื่อนไขเป็นไปตามที่สายการบินกำหนด

โดยสายการบินฯมีเส้นทางบินในประเทศบินตรงจากดอนเมืองไปยังจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, พิษณุโลก, อุบลราชธานี, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครพนม, สุราษฎร์ธานี, กระบี่, ภูเก็ต, หาดใหญ่, ตรัง, นครศรีธรรมราช และมีเส้นทางบินข้ามภูมิภาคในประเทศ 3 เส้นทางได้แก่ อุดรธานี - หาดใหญ่, อู่ตะเภา - เชียงใหม่ และอู่ตะเภา - อุดรธานีอีกทั้งเส้นทางบินระหว่างประเทศ บินตรงจากดอนเมืองไปยัง เมืองจาการ์ตา, บาหลี, สุราบายา, เฉิงตู, หางโจว, เซี่ยงไฮ้, กวางโจว, เซินเจิ้น, ซีอาน, ฉางซา, เจิ้งโจว, เทียนจิน, ฉงชิ่ง, ฮ่องกง, มาเก๊า, มุมไบ, โกชิ, เชนไน, อัมริตสาร์, กัลกัตตา, บังคาลอร์, อาห์เมดาบัด, เดลี, กาฐมาณฑุ, ปีนัง, สิงคโปร์, ไทเป, เกาสง, โตเกียว(แวะไทเป), นาโกย่า(แวะไทเป), โอกินาว่า(แวะเกาสง), ฮอกไกโด(แวะเกาสง), โอซาก้า(แวะไทเป) และบินตรงจากภูเก็ตไปยังสิงคโปร์

ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.lionairthai.com หรือศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ Contact Center Line Official Account: หรือ โทร 02-529-9999 โดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการจองและตัดบัตร อีกทั้งยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของสายการบินได้ที่ www.facebook.com/Thailionair ซึ่งโปรโมชันพิเศษมีจำนวนจำกัดและอาจไม่มีให้บริการในบางเที่ยวบินสำหรับสายการบินในประเทศและต่างประเทศ เงื่อนไขและข้อตกลงเป็นไปตามที่สายการบินกำหนด ทั้งนี้ราคาบัตรโดยสารรวมค่าภาษีสนามบิน, ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง, ค่าธรรมเนียมออกบัตรโดยสาร แต่ไม่รวมค่าบริการเสริม

https://www.ryt9.com/s/prg/12817555

THAI พุ่ง 9.84% นำกลุ่มการบินเด้งรับราคาน้ำมันร่วง หวังสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายหนุนเดินทางเมื่อเวลา 11.20 น.THAI พุ่ง ...
26/05/2026

THAI พุ่ง 9.84% นำกลุ่มการบินเด้งรับราคาน้ำมันร่วง หวังสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายหนุนเดินทาง

เมื่อเวลา 11.20 น.

THAI พุ่ง 9.84% มาที่ 6.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท มูลค่าซื้อขาย 1,214.76 ล้านบาท
AAV บวก 2.83% มาที่ 1.09 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท มูลค่าซื้อขาย 82.60 ล้านบาท
BA บวก 2.78% มาที่ 14.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท มูลค่าซื้อขาย 158.34 ล้านบาท
AOT บวก 1.42% มาที่ 53.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท มูลค่าซื้อขาย 633.77 ล้านบาท

บล.กรุงศรี มีมุมมองว่าตลาดให้น้ำหนักต่อประเด็นที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้ความเห็น คือ การเจรจาข้อตกลงสงบศึกคืบหน้าผสานกับกระแสเชิงบวกจากเรือผ่านช่องแคบบ Hormuz โดยรวมเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brents และ WTI พลิกกลับมาหลุดต่ำกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรลอีกครั้ง เป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นในกลุ่ม Anti-commodity อาทิ กลุ่มสายการบิน THAI, BA กลุ่ม โรงไฟฟ้า

ขณะที่ บล.บัวหลวง ระบุว่า จากการประเมินเบื้องต้นผลการดำเนินงานของ บมจ.การบินไทย [THAI]ในไตรมาส 2/69 มีแนวโน้มลดลงตามปัจจัยฤดูกาลและผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนบริหารจัดการอุปสงค์ที่ชะลอตัวและต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้นแล้ว โดยต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากสงครามบริษัทได้ทำ fuel hedging ไปแล้ว ~50% ของปริมาณที่ต้องการใช้สำหรับไตรมาส 2/69 และ ~30% สำหรับ H2/69 รวมทั้งมีการปรับราคาบัตรโดยสารเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ปัจจัยดังกล่าวน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา Consensus ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 69 ของ THAI ลง 32% ปัจจุบัน THAI ซื้อขายที่ PER ปี 69 ที่ 8.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสายการบินในภูมิภาคเอเชียที่ 11.0 เท่าอยู่ 30% น่าจะสะท้อนแนวโน้มชะลอตัวของผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ไปแล้ว เรามองว่าอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นเพื่อรับช่วง high season ในไตรมาส 4/69

THAI รายงานกำไรหลักไตรมาส 1/69 ที่ 9,035 ล้านบาท ลดลง 11% YoY เนื่องจากจำนวนผู้โดยสาร, รายได้จากพัสดุภัณฑ์เฉลี่ยต่อหน่วย (freight yield) ลดลง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น และอัตราภาษีจ่ายสูงขึ้น ในขณะที่กำไรหลักไตรมาส 1/69 เติบโต 32% QoQ หนุนโดย passenger yield ที่เพิ่มขึ้น จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น, ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่ลดลง, และค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยานที่ลดลง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 พ.ค. 69)

https://www.infoquest.co.th/2026/595723

คุยใหญ่!กัมพูชาโวต่างจากไทย-เวียดนาม ภาคการบินไร้ปัญหาแม้โลกเจอวิกฤตพลังงานภาคการบินพลเรือนของกัมพูชายังคงมีเสถียรภาพ แม...
26/05/2026

คุยใหญ่!กัมพูชาโวต่างจากไทย-เวียดนาม ภาคการบินไร้ปัญหาแม้โลกเจอวิกฤตพลังงาน

ภาคการบินพลเรือนของกัมพูชายังคงมีเสถียรภาพ แม้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกต้องเผชิญกับความยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องจากราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่เพิ่มสูงขึ้นและความปั่นป่วนทางอุปทาน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จากคำอวดอ้างของสำนักงานเลขาธิการแห่งรัฐด้านการบินพลเรือน(SSCA)ของกัมพูชา

คำรับประกันดังกล่าว มีขึ้นในขณะที่หลายประเทศทั่วเอเชีย ต้องประสบกับปัญหาระงับหรือปรับลดเที่ยวบินลงอย่างมาก จากวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงเครื่องบิน อันเนื่องจากสงครามที่ยังคงลากยาวในตะวันออกกลาง และความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันอันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ขณะเดียวกันสายการบินต่างๆทั่วโลกต้องตัดสินใจปรับขึ้นค่าตั๋วและยกเลิกเที่ยวบินหลายพันหลายหมื่นเที่ยวบิน ท่ามกลางราคาเชื้อเพลิงที่ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง อันเนื่องจากความกังวลต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง โดยเอเชียถือว่ามีความอ่อนแอต่อสถานการณ์นี้มากกว่าใคร เหตุเพราะพึ่งพิงอย่างมากต่อปุทานน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แม้อุตสาหกรรมการบินทัวโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ แต่ทางกัมพูชาอวดอ้างว่าสนามบินนานาชาติ 3 แห่งของประเทศ ได้แก่ในพนมเปญ, เสียมราฐและสีหนุวิลล์ ยังคงปฏิบัติการตามปกติ จนถึงตอนนี้ไม่มีเที่ยวบินหลักๆถูกยกเลิก

สินน์ จันเสรี วุธา เลขาธิการและโฆษกของ SSCA บอกว่าพวกเจ้าหน้าที่กำลังจับตาสถานการณ์ในตลาดน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับภาคการบินพลเรือนนานาชาติ เพื่อปกป้องเสถียรภาพและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการบินของกัมพูชา

"ในบริบทของการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ราคาน้ำมันคือหนึ่งในต้นทุนใหญ่ที่สุดสำหรับสายการบินต่างๆ ซึ่งอาจมีสัดส่วนสูงถึงราวๆ 25% ถึง 40% ของต้นทุนปฏิบัติการ" วุธาบอกกับขแมร์ไทม์ส

"การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลกับราคาตั๋ว จำนวนเที่ยวบิยและแผนปฏิบัติกาของบางบริษัท แต่ในกัมพูชา ภาคการบินพลเรือนยังคงแสดงสัญญาณในทางบวก ด้วยจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ มขึ้น และการเปิดตัวของสายการบินใหม่ๆ" เขากล่าว

รายงานระบุว่าทั่วภูมิภาค หลายประเทศต่างรู้สึกถึงผลกระทบจากวิกฤตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทั้งพม่า, เวียดนาม, ไทย และปากีสถาน ต่างต้องเผชิญกับการลดเที่ยวบิน ในขณะที่สายการบินต่างๆพยายามหาทางรับมือกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและการขาดแคลนเชื้อเพลิง

วุธา เน้นย้ำว่าจนถึงตอนนี้ กัมพูชา สามารถหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนในวงกว้างดังที่พบเห็นในที่อื่นๆ แต่เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติการสายการบินยังคงอยู่ในความระแวดระวัง

ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการตามที่ SSCA กล่าวอ้างก่อนหน้านี้ ระบุว่าสนามบินนานาชาติ 3 แห่งของกัมพูชา รองรับเที่ยวบินไป-กลับ 23,204 เที่ยว ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ถือว่าเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

จำนวนผู้โดยสารในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน แตะระดับ 2.42 ล้านคน ลดลงเล็กน้อย 4% เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศ เพิ่มขึ้น 36% เป็นมากกว่า 30,000 ตัน ซึ่งทาง SSCA กล่าวอ้างมันช่วยเน้นย้ำถึงความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆในด้านการค้าและกิจกรรมโลจิสติกส์

(ที่มา:ขแมร์ไทม์ส)

https://mgronline.com/around/detail/9690000049579

การบินไทยฉลองครบ 33 ปี Royal Orchid Plus จัดหนักสิทธิประโยชน์ ตลอดปี 2569การบินไทย เฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปี Royal Orchid Pl...
26/05/2026

การบินไทยฉลองครบ 33 ปี Royal Orchid Plus จัดหนักสิทธิประโยชน์ ตลอดปี 2569

การบินไทย เฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปี Royal Orchid Plus มอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์เหนือระดับแก่สมาชิกตลอดปี 2569

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 33 ปี โปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus (ROP) ด้วยการยกระดับประสบการณ์สมาชิก ROP ผ่านการเปิดตัวสิทธิประโยชน์ กิจกรรมพิเศษ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ตลอดปี 2569 เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกยุคใหม่ โดยมี คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฯ พร้อมด้วย คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ร่วมในงานแถลงข่าว ณ ห้องออเธอร์ส เลานจ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวแคมเปญ “Rise to GOLD” ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสให้สมาชิก Royal Orchid Plus ระดับ Silver สามารถก้าวสู่สถานะ Gold Member ได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมรับเอกสิทธิ์การเดินทางระดับพรีเมียม อาทิ การเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษ น้ำหนักสัมภาระเพิ่มเติม และสิทธิประโยชน์จากเครือข่าย Star Alliance ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สมาชิก ทั้งกลุ่มที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง สมาชิกที่เคยถือสถานะ Gold รวมถึงสมาชิกที่อยู่ในช่วงใกล้ถึงสถานะ Gold

ภายในงาน มีการจัดเวทีเสวนาพิเศษ โดยผู้บริหารจากการบินไทย ร่วมพูดคุยถึงแนวคิด ทิศทาง และการพัฒนา Royal Orchid Plus ในอนาคต พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ หรือ “บาส” จากช่อง Go Went Go ที่ร่วมแบ่งปันมุมมองในฐานะนักเดินทางและสมาชิก Royal Orchid Plus ถึงประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่

นอกจากนี้ การบินไทยยังเตรียมสิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ตลอดทั้งปี อาทิ โปรโมชันร่วมกับ Mastercard ที่มอบ Bonus Miles เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมรายการ สิทธิประโยชน์จากพันธมิตรทางการเงิน กิจกรรมในงาน “รักคุณเท่าฟ้า” รวมถึงสิทธิพิเศษส่วนลดค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด 30% สำหรับการแลกบัตรโดยสารรางวัลชั้นประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศของการบินไทย

ขณะเดียวกัน Royal Orchid Plus ได้ขยายประสบการณ์ของสมาชิกสู่มิติใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมสะสมไมล์ แต่เป็น ecosystem ที่เชื่อมโยงการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับสมาชิก ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือพิเศษ เช่น GDH Concert ซึ่งสมาชิกสามารถรับโบนัสไมล์และสิทธิประโยชน์พิเศษจากกิจกรรมได้ รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus ที่จะจัดขึ้นภายในปีนี้

โดยสมาชิกสามารถร่วมกิจกรรมและรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการขยายสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวผ่าน Royal Orchid Holidays (ROH) ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำไมล์สะสมมาใช้แลกแพ็กเกจท่องเที่ยวและบริการต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปีของการบินไทย ครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus และครบรอบ 55 ปีของ Royal Orchid Holidays เราได้เตรียมกิจกรรมและสิทธิประโยชน์พิเศษมากมาย เพื่อขอบคุณสมาชิก Royal Orchid Plus ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการบินไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus ให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแคมเปญ Rise to GOLD และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นปีนี้ สะท้อนความตั้งใจของการบินไทยในการมอบประสบการณ์และคุณค่าที่มากยิ่งขึ้นให้แก่สมาชิกทุกคน”

ทั้งนี้ สมาชิก Royal Orchid Plus สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com หรือช่องทางสื่อสารของการบินไทยและ Royal Orchid Plus

การบินไทยยังคงมุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งการสะสมไมล์ การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่าและความประทับใจให้แก่สมาชิกในทุกการเดินทาง

https://mgronline.com/business/detail/9690000049545

คมนาคม นำร่อง 7 สนามบิน จัดแคมเปญรวมแพ็คเกจเที่ยวเมืองรองครบวงจร“ภัทรพงศ์" จับมือ ททท. และสายการบิน จัดทำแคมเปญรวมแพ็คเก...
26/05/2026

คมนาคม นำร่อง 7 สนามบิน จัดแคมเปญรวมแพ็คเกจเที่ยวเมืองรองครบวงจร

“ภัทรพงศ์" จับมือ ททท. และสายการบิน จัดทำแคมเปญรวมแพ็คเกจท่องเที่ยวเมืองรองครบวงจร “ตั๋วเครื่องบิน ที่พักพร้อมอาหาร”นำร่อง 7 สนามบินกระจายรายได้สู่เมืองรอง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านท่าอากาศยานในสังกัดของกรมท่าอากาศยาน โดยมีนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อมเริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายธานี ธราภาค กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด (EZY AIRLINES) และ นายพิชิต สถาปัตยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมประชุมหารือ

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า การหารือเพื่อขับเคลื่อน และบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กรมท่าอากาศยาน สายการบิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางในเมืองรอง กระจายรายได้สู่ประชาชน และทุกภาคส่วน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการยกระดับท่าอากาศยานให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค (Airport for Regional Development)

ซึ่งจากที่ประชุมหารือครั้งนี้ เบื้องต้นได้เสนอจัดทำแคมเปญ และแพ็คเกจท่องเที่ยวส่งเสริมเมืองรอง โดยจะนำร่องในท่าอากาศยาน 7 แห่ง คือ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ลำปาง แม่ฮ่องสอน หัวหิน ร้อยเอ็ด น่านนคร และแพร่ โดยแพ็คเกจจะเป็นการรวมตั๋วเครื่องบิน ที่พัก พร้อมอาหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้งและจะเชิญชวนสายการบินต่างๆที่สนใจร่วม

นอกจากนี้ จะมีการผลักดันให้มีศูนย์กลางการบินในแต่ละภูมิภาค ภาคเหนือ คือ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ท่าอากาศยานอุดรธานี ภาคใต้ คือ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในการเชื่อมต่อ และเดินทางไปยังเมืองรองในแต่ละภูมิภาคต่อไป

“ผมพยายามผลักดันแนวคิดที่จะทำให้ท่าอากาศยานหัวหิน เป็นท่าอากาศยานที่สามารถรองรับเที่ยวบินต่างประเทศให้กลับมาบินได้อีกครั้ง เพื่อดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง พักอาศัยในระยะยาว โดยเชื่อมโยงกับศูนย์กลางทางการแพทย์ เน้นจุดขายในการรักษาและการพักผ่อนเชิงสุขภาพไปพร้อมกัน”

https://mgronline.com/business/detail/9690000049542

บวท.เร่ง TOR ประมูลหอการบิน 'อู่ตะเภา' 1.25 พันล้านบาทปีนี้ เสร็จปี 72 รองรับรันเวย์ที่ 2 เพิ่มศักยภาพเชื่อม'ดอนเมือง-สุ...
25/05/2026

บวท.เร่ง TOR ประมูลหอการบิน 'อู่ตะเภา' 1.25 พันล้านบาทปีนี้ เสร็จปี 72 รองรับรันเวย์ที่ 2 เพิ่มศักยภาพเชื่อม'ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ'

บวท.เตรียมสร้างหอควบคุมการจราจรทางอากาศสนามบินอู่ตะเภา 1.25 พันล้านบาท แบ่งงาน 2 สัญญา คาดร่าง TOR เสร็จเปิดประมูลได้ปี 69 เริ่มตอกเข็มปี 70 เสร็จปี 72 รองรับรันเวย์ 2 ยกระดับสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของประเทศ เพิ่มศักยภาพเชื่อมโยง "ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ"

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการการเดินอากาศ ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ว่า ขณะนี้ บวท.ได้ดำเนินการออกแบบ ทั้งส่วนหอควบคุมการจราจรทางอากาศ และอาคารระบบติดตามอากาศยาน CNS เสร็จแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเตรียมหาผู้รับจ้างดำเนินการ โดยจะเปิดประมูลหาผู้รับจ้างภายในปี 2569 โดยแผนงานจะเปิดประมูล 2 สัญญา คือ 1. งานก่อสร้างหอคุมการจราจรทางอากาศ และอาคาร CNS และ 2. การจัดหาและติดตั้งระบบและอุปกรณ์ โดยคาดว่าจะลงนามเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2570 ตามแผนงาน กำหนดเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2572 ซึ่งจะสอดคล้องกับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเมืองการบิน

สำหรับโครงการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการการเดินอากาศ ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา วงเงิน 1,256 ล้านบาท คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2566 มอบหมายให้ บวท.เป็นผู้รับผิดชอบเพื่อรองรับการเปิดให้บริการ "สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก" ในปี 2572 หรือตามกรอบเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กำหนด และเพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศเพียงพอสำหรับรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ช่วยลดปัญหาปริมาณการรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินของสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองที่ใกล้ถึงขีดจำกัด และยกระดับขีดความสามารถระบบการบินของประเทศ ซึ่งโครงการนี้อยู่ในกลุ่ม Quick-win 2 ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมอีกด้วย

โดยแผนงานดำเนินงาน 2 ด้านหลัก คือ 1. การก่อสร้างหอควบคุมจราจรทางอากาศและอาคารระบบสื่อสาร (CNS) กรอบวงเงินประมาณ 337 ล้านบาท ประกอบด้วย การก่อสร้างหอควบคุมจราจรทางอากาศ วงเงิน 172 ล้านบาท, การก่อสร้างอาคารระบบอุปกรณ์ CNS วงเงิน 142 ล้านบาท, ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก วงเงิน 23 ล้านบาท

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงและทบทวนร่างขอบเขตของงาน (TOR) ของหอควบคุมจราจรทางอากาศ รวมถึงการออกแบบอาคารระบบสื่อสาร (CNS) เพื่อให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ก่อสร้าง

2. การจัดหาและติดตั้งระบบและอุปกรณ์ กรอบวงเงินประมาณ 775 ล้านบาท ประกอบด้วย การจัดหาและติดตั้งระบบสื่อสารการเดินอากาศ วงเงิน 171 ล้านบาท, การจัดหาและติดตั้งระบบช่วยการเดินอากาศ วงเงิน 56 ล้านบาท, การจัดหาและติดตั้งระบบติดตามอากาศยาน วงเงิน 144 ล้านบาท, การจัดหาและติดตั้งระบบบริหารจัดการจราจรทางอากาศ 145 ล้านบาท, ระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก 259 ล้านบาท

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนร่างขอบเขตของงาน (TOR) โดยมุ่งเน้นการเตรียมเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการบิน โดยมีงบประมาณสำรอง วงเงิน 107.04 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายดำเนินการอื่นๆ วงเงิน 36.96 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นอกจากโครงการให้บริการการเดินอากาศ ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภาของ บวท.แล้ว ยังมีโครงการอื่นในพื้นที่ EEC เช่น โครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 (Runway 2) และทางขับ (Taxiways) สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ซึ่งกองทัพเรือเป็นผู้รับผิดชอบ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568 ระยะเวลา 1,095 วัน หรือประมาณ 36 เดือน มีกำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2571 และโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่บางส่วนมีความเชื่อมโยงต่อโครงการของวิทยุการบินฯ โดยบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้เริ่มงานเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา

“กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้วิทยุการบินฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนบริหารความเสี่ยงไว้รองรับทุกมิติ เพื่อลดผลกระทบต่อโครงการ และให้มั่นใจว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการการเดินอากาศจะครบถ้วนสมบูรณ์ และสอดคล้องกับแผนภาพรวมของ สกพอ.ต่อไป การให้บริการการเดินอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา นอกจากเพื่อสนับสนุนการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของประเทศ เชื่อมโยงกับสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน และการขนส่งทางอากาศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย”


https://mgronline.com/business/detail/9690000049134

สธ. ยกระดับเฝ้าระวัง “อีโบลา” จากปท.เสี่ยงแม้ไม่พบเชื้อในไทย ชี้สายพันธุ์ระบาดยังไร้วัคซีนพญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทร...
23/05/2026

สธ. ยกระดับเฝ้าระวัง “อีโบลา” จากปท.เสี่ยงแม้ไม่พบเชื้อในไทย ชี้สายพันธุ์ระบาดยังไร้วัคซีน

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์และมาตรการรับมือโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา และไวรัสฮันตา ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอีโบลา และไวรัสฮันตาสายพันธุ์รุนแรง

สถานการณ์ไวรัส “อีโบลา”
จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบไม่บ่อย และยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษาโดยตรง และล่าสุดคาดว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 160 ราย ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 69

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันเชิงรุก กระทรวงสาธารณสุขไทย ได้ออกประกาศกำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 69 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการคัดกรอง และควบคุมผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงได้อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น

สำหรับการติดต่อของโรค จะติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือผู้เสียชีวิต หรือสัตว์ติดเชื้อหรือสิ่งของปนเปื้อน โดยอาการของโรค คือ หลังสัมผัสเชื้อ 2-21 วัน, ไข้สูงเฉียบพลัน, ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย, ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย, อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีเลือดออกผิดปกติ โดยมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 40-80%

สำหรับอาการเบื้องต้นของโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับอาการใดอาการหนึ่ง ได้แก่ อ่อนเพลีย, ปวดศีรษะ, ปวดกล้ามเนื้อ, เจ็บคอ, อาเจียน, อุจจาระร่วง, ถ่ายเหลว, มีผื่น, มีภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด มีจุดเลือดออก ภาวะตับถูกทำลาย หรือมีภาวะไตวาย

ส่วนเกณฑ์ประวัติเสี่ยง คือ ในช่วง 21 วัน ก่อนเริ่มมีอาการ มีประวัติเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ อาศัยอยู่ หรือ เดินทางมาจากประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรค, ดูแลใกล้ชิด และสัมผัสผู้ป่วย หรือศพของผู้ป่วยที่สงสัยติดเชื้อ หรือสัมผัสโดยตรงกับสัตว์จำพวกค้างคาว หนู ลิง สัตว์ป่าเท้ากีบ ที่มาจากพื้นที่เกิดโรค

“การระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา และเป็นการยากที่จะแพร่ออกนอกประเทศได้ เพราะผู้ที่ติดเชื้อ จะมีอาการหนักมากจนไม่สามารถเดินทางได้ และมีการสแกนที่ประเทศต้นทางแล้ว และเราก็มีการคัดกรองอีกครั้ง แต่ตอนนี้ก็ให้ติดตามสถานการณ์ เพราะ WHO ประกาศว่าแนวโน้มการแพร่ระบาดของโรคไปยังประเทศอื่นในทวีปแอฟริกา อยู่ในเกณฑ์สูง ดังนั้น ถ้ามีรายงานประเทศที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ไทยก็อาจต้องเพิ่มลิสต์เฝ้าระวังนอกจาก 2 ประเทศดังกล่าว” พญ.จุไร กล่าว

พญ.จุไร กล่าวว่า สายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดต่อเนื่อง คือ สายพันธุ์ซาอี (Zaire) ซึ่งมีวัคซีน และยารักษาแล้ว แต่ขณะนี้ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ คือ สายพันธุ์บันดิบูเกียว ซึ่งยังไม่มีวัคซีนและยารักษา อย่างไรก็ดี คาดว่ากว่าจะมีวัคซีนสายพันธุ์บันดิบูเกียว ต้องใช้เวลานานถึง 6-9 เดือน ทั้งนี้ การติดต่อของไวรัสอีโบลาแพร่กระจายได้ช้ากว่า ไม่เหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ ที่แพร่ผ่านการไอจาม

ด้าน นพ.โรม บัวทอง รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กล่าวว่า เมื่อมีการประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตราย ผู้เดินทางทุกคน ทั้งคนไทยและต่างชาติ จะต้องตรวจคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคต่อระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันโรคติดต่ออันตรายมี 2 โรค คือ 1. โรคไข้เหลือง ได้แก่ ผู้เดินทางจาก 42 ประเทศ (ลาตินอเมริกา 13 ประเทศ และแอฟริกา 29 ประเทศ) และ 2. โรคไวรัสอีโบลา ได้แก่ ผู้เดินทางจากยูกันดา และคองโก

สำหรับมาตรการก่อน และเมื่อมาถึงประเทศไทย ประเทศต้นทางจะต้องมีการคัดกรองก่อน และผู้เดินทางที่มาจากยูกันดา และคองโก จะต้องลงทะเบียน Health Declaration (แบบฟอร์ม ต.8) หรือคนไทย ลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Health Pass โดยสายการบินจะส่งข้อมูลมาล่วงหน้า และเมื่อเดินทางมาถึงการคัดกรอง ณ จุดรับ เจ้าหน้าที่จะไปรอรับผู้เดินทางที่หน้าประตูเครื่องบิน เพื่อนำตัวมาคัดกรองอาการและประวัติความเสี่ยง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ

ส่วนรายละเอียดการดำเนินงาน ของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ได้กำหนดมาตรการสำหรับผู้เดินทางจากเขตติดโรคติดต่ออันตรายเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

1. การคุมไว้สังเกต : สำหรับผู้เดินทางที่ไม่มีอาการ และไม่มีความเสี่ยงสูง สามารถใช้ชีวิตปกติได้ แต่ต้องรายงานสถานะสุขภาพและวัดไข้ต่อเจ้าหน้าที่ทุกวันจนครบ 21 วัน ตามระยะฟักตัวของโรค

2. การกักกัน : สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย แม้ยังไม่มีอาการ จะถูกส่งตัวไปกักกัน ณ ศูนย์กักกัน สถาบันบำราศนราดูร เพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เป็นเวลา 21 วัน

3. การแยกกัก : หากพบผู้เดินทางมีอาการไข้หรือเข้าข่ายสงสัย ณ ด่านคัดกรอง จะถูกแยกตัว และส่งต่อเข้าโรงพยาบาลที่กำหนดทันที เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา

นพ.โรม กล่าวว่า สายการบิน มีหน้าที่ตรวจสอบ และแจ้งรายชื่อผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงให้กรมควบคุมโรคทราบล่วงหน้าก่อนเครื่องลง หากสายการบินฝ่าฝืน นำผู้ป่วย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงเข้าประเทศ อาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการควบคุมโรคทั้งหมด ในส่วนของบุคคลทั่วไป หากฝ่าฝืนมาตรการ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรค มีโทษปรับหรือจำคุกตามกฎหมาย

“ในการคัดกรองผู้เดินทาง ได้มีมาตรการเสริม ให้สายการบินตรวจสอบประวัติผู้ที่ไม่ได้เดินทางมาจาก 2 ประเทศดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในช่วง 21 วัน มีประวัติเดินทางไป 2 ประเทศดังกล่าวมาก่อนหรือไม่ ซึ่งยอมรับว่า ขณะนี้มีข้อจำกัดถ้าเป็นคนละ Booking อาจมีการหลุดจากระบบคัดกรองได้ ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัย สายการบินก็คงไม่ต้องรับผิดชอบ” นพ.โรม กล่าว

สำหรับจำนวนผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงหลักที่มีการเฝ้าระวัง ผู้เดินทางที่มาจากคองโก และยูกันดา โดยเฉลี่ยมีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศนี้เข้าไทยเฉลี่ย 6-7 คนต่อวัน จากข้อมูลย้อนหลัง 20 วัน (29 เม.ย.-18 พ.ค. 69) พบผู้เดินทางรวม 126 คน (จากยูกันดา 114 คน และคองโก 12 คน) โดยส่วนใหญ่เป็นชาวอูกันดา (75%) รองลงมา เป็นชาวจีน และคองโก ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่ (80 คน) มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนที่เหลือ กระจายไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น ชลบุรี นนทบุรี และปทุมธานี

ส่วนข้อมูล ณ วันที่ 21 พ.ค. 69 พบผู้เดินทาง 5 คน (จากยูกันดา 3 คน ฟิลิปปินส์ 1 คน และไทย 1 คน) ซึ่งทุกคนได้รับการคัดกรองและไม่พบอาการป่วยใด ๆ และปัจจุบันอยู่ในระบบติดตามอาการรายวันจนครบ 21 วัน ส่วนวันนี้มีรายงานว่าจะเดินทางเข้าไทยอีก 4 คน

“WHO รายงานว่า สถานการณ์การแพร่ระบาด น่าจะเกิดตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเม.ย. 69 ซึ่งกลุ่มที่เดินทางเข้ามาก่อนหน้านี้ ก็ได้มีการตรวจสอบแล้ว โดยส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับประเทศไปแล้ว เพราะมีประเด็นเรื่องวีซ่าที่อยู่ได้ไม่นาน และส่วนใหญ่เป็นคนยูกันดา” นพ.โรม กล่าว

สถานการณ์ไวรัส “ฮันตา”
ในส่วนของไวรัสฮันตา (Hantavirus) ที่แพร่ระบาดบนเรือสำราญ พญ.จุไร กล่าวว่า ประเทศไทยได้ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 69 ทั้งนี้ ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวัง ทั้งเคสจากต่างประเทศและในประเทศ โดยสถานพยาบาลทั่วประเทศ ถูกกำชับให้รายงานผู้ป่วยสงสัยภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อให้ทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ได้ทันท่วงที

อย่างไรก็ดี เชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์แอนดิส (Andes virus) ขณะนี้ยังไม่พบในไทย ส่วนใหญ่จะพบในทวีปอเมริกา โดยเฉพาะอเมริกาใต้ แต่ในไทย แม้จะมีการพบเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) แต่ก็เป็นเชื้อไวรัสในอีกกลุ่มที่มีระดับความรุนแรงน้อยกว่า

สำหรับเกณฑ์ประวัติเสี่ยง คือในช่วง 8 สัปดาห์ ก่อนเริ่มมีอาการ มีประวัติเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ สัมผัสโดยตรงกับสัตว์ฟันแทะ หรือสิ่งขับถ่ายของสัตว์ฟันแทะ, อาศัยหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ฟันแทะชุกชุม, ทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการสูดดมละอองจากสิ่งขับถ่ายของสัตว์ฟันแทะ, สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันหรือผู้ป่วย, ผู้ที่โดยสารร่วมหรือเคยอยู่ในยานพาหนะเดียวกันกับผู้ป่วย หรือสัมผัสสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อไวรัสฮันตาในห้องปฏิบัติการหรือสถานที่เลี้ยงสัตว์ทดลอง

ส่วนอาการของผู้ป่วย เน้นเฝ้าระวังผู้ที่มีอาการไข้ ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนาวสั่น, ปวดกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ, ปวดท้อง, คลื่นไส้, อาเจียน หรือถ่ายเหลว ร่วมกับกับตรวจพบอาการผิดปกติร่วมกับ 1. อาการทางไต (HFRS) หรือ 2. ทางเดินหายใจ ปอด (HPS) (อาการรุนแรง อัตราการเสียชีวิต 40-50%) ซึ่งส่วนใหญ่พบในสายพันธุ์แอนดิส อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เป็นการยากที่จะแพร่ไปสู่หลายประเทศ และในส่วนของประเทศไทย ก็ไม่มีคนไทยอยู่บนเรือดังกล่าวด้วย



โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 พ.ค. 69)

WHO, กรมควบคุมโรค, กระทรวงสาธารณสุข, คองโก, จุไร วงศ์สวัสดิ์, ยูกันดา, สธ., สายการบิน, องค์การอนามัยโลก, โรม บัวทอง, ไวรัสอีโบลา, ไวรัสฮันตา

https://www.infoquest.co.th/2026/595340

นักเดินทางไทยนิยมเดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น สะท้อนเทรนด์การท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยืดหยุ่นและเน้นประสบการณ์ในปี 2569เส้นทา...
23/05/2026

นักเดินทางไทยนิยมเดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น สะท้อนเทรนด์การท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยืดหยุ่นและเน้นประสบการณ์ในปี 2569

เส้นทางบินระยะสั้นในเอเชียยังคงได้รับความนิยมสูง ขณะที่นักเดินทางไทยวางแผนทริปแบบเฉพาะตัวมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น และประสบการณ์ที่มีความหมาย

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 22 พฤษภาคม 2569 - Scoot สายการบินราคาประหยัดในเครือสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส (SIA) เผยเทรนด์การเดินทางของกลุ่มนักเดินทางชาวไทยที่เดินทางออกนอกประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 โดยพบว่านักเดินทางไทยมีแนวโน้มเดินทางด้วยตนเองมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น และนิยมวางแผนการเดินทางด้วยตนเอง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมาจากข้อมูลการจองและอินไซต์ที่ Scoot เก็บรวบรวมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา

เทรนด์การเดินทางแบบอิสระ (Free Independent Travel หรือ FIT) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่านักเดินทางไทยที่เดินทางออกนอกประเทศประมาณ 65-75% อยู่ในกลุ่ม FIT หรือ semi-FIT

แม้ว่าการเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ยังคงมีบทบาทในบางตลาด เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่สัดส่วนโดยรวมของกรุ๊ปทัวร์ยังคงมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากนักเดินทางไทยต้องการอิสระในการออกแบบประสบการณ์การเดินทางของตนเองมากขึ้น

จุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นตัวเลือกหลักของนักเดินทางไทย โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยม ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ตลาดเหล่านี้ยังคงได้รับความสนใจจากนักเดินทางไทย เนื่องจากมีระยะเวลาบินที่ค่อนข้างสั้นประมาณ 3-6 ชั่วโมง มีข้อกำหนดการเดินทางที่ไม่ซับซ้อน เช่น การยกเว้นวีซ่าหรือขั้นตอนการเข้าประเทศที่สะดวกขึ้น รวมถึงมีความถี่เที่ยวบินสูง

ระยะเวลาการเดินทางของนักเดินทางไทยยังคงค่อนข้างสั้น โดยทริปส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 3-5 วัน ขณะที่ทริประยะยาวขึ้นประมาณ 5-7 วัน มักเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาวหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ในด้านพฤติกรรมการจอง นักเดินทางไทยส่วนใหญ่มักจองเที่ยวบินล่วงหน้าประมาณ 1-3 สัปดาห์ก่อนวันเดินทาง ขณะเดียวกัน กลุ่มนักเดินทางแบบ "นาทีสุดท้าย" (last-minute) ที่จองเที่ยวบินล่วงหน้าน้อยกว่า 7 วัน ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนพฤติกรรมแบบ "จับตาสถานการณ์" (wait-and-see) ที่นักเดินทางเลือกติดตามราคาค่าโดยสารหรือโปรโมชันก่อนตัดสินใจยืนยันการเดินทาง ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การเดินทางในปัจจุบันที่ผู้บริโภคพิจารณาการใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น และให้ความสำคัญกับทริปและประสบการณ์ที่มอบความคุ้มค่ามากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น

นอกเหนือจากความคุ้มค่า ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจเดินทางของนักเดินทางไทยยังอยู่ที่การเลือกประสบการณ์ที่ต้องการได้รับจากการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การชอปปิ้ง วัฒนธรรมคาเฟ่ กิจกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตท้องถิ่น และจุดหมายปลายทางที่ไม่แออัด ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการวางแผนทริปมากขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากการท่องเที่ยวแบบแมสไปสู่การเดินทางที่มีความเฉพาะตัวและมีความหมายมากขึ้น ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาจากรายงานไวท์เปเปอร์เกี่ยวกับเทรนด์การเดินทางคนเดียวที่ Scoot จัดทำขึ้นในปี 2568 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้คนไทยออกเดินทาง คือความต้องการหลีกหนีจากความจำเจและกิจวัตรประจำวัน

ในขณะที่นักเดินทางไทยมีความเป็นอิสระและตั้งใจในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น Scoot ยังคงมุ่งสนับสนุนความต้องการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านเครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และยุโรป พร้อมทางเลือกการเดินทางที่ยืดหยุ่น ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งการเดินทางได้ตามงบประมาณ ความต้องการ และความสำคัญของแต่ละทริป ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับบริการที่มีคุณภาพและผลิตภัณฑ์การเดินทางที่แตกต่าง

https://www.ryt9.com/s/prg/12817324

รายการสะสมคะแนนฟลายเออร์โบนัส สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ขยายสิทธิประโยชน์การเดินทางระดับโลก ผ่านความร่วมมือใหม่กับ โปรแกร...
23/05/2026

รายการสะสมคะแนนฟลายเออร์โบนัส สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ขยายสิทธิประโยชน์การเดินทางระดับโลก ผ่านความร่วมมือใหม่กับ โปรแกรมสะสมไมล์ Etihad Guest ของสายการบินเอทิฮัด

สมาชิกฟลายเออร์โบนัสสามารถแลกคะแนนเดินทางบนเครือข่ายเส้นทางบินทั่วโลกของสายการบินเอทิฮัด ผ่านกรุงอาบูดาบี
ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทาง พร้อมเพิ่มทางเลือกการเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย ตะวันออกกลาง ยุโรป และจุดหมายปลายทางทั่วโลก
เอทิฮัดเตรียมนำเครื่องบิน Airbus A380 ให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569

บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส (PG) ประกาศความร่วมมือด้านโปรแกรมสะสมคะแนนระหว่าง "ฟลายเออร์โบนัส" และ "Etihad Guests" โปรแกรมสะสมคะแนนของ เอทิฮัดแอร์เวย์ส สายการบินแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยสมาชิกของทั้งสองโปรแกรมสามารถใช้คะแนนเพื่อแลกรางวัลการเดินทางบนเครือข่ายของทั้งสองสายการบินได้แล้ววันนี้

ภายใต้ความร่วมมือครั้งใหม่นี้ สมาชิกฟลายเออร์โบนัสสามารถใช้คะแนนเพื่อแลกบัตรโดยสารบนเครือข่ายเส้นทางบินของเอทิฮัดแอร์เวย์ส ผ่านศูนย์กลางการบินกรุงอาบูดาบี เชื่อมต่อสู่จุดหมายปลายทางสำคัญในตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา และอเมริกาเหนือ รวมถึงเมืองท่องเที่ยวใหม่ของสายการบิน อาทิ Palma de Mallorca, Krakow และ Salalah

ขณะเดียวกัน สมาชิก Etihad Guest สามารถใช้ไมล์สะสมเพื่อเดินทางบนเครือข่ายเส้นทางบินภายในประเทศและภูมิภาคของบางกอกแอร์เวย์ส ครอบคลุมจุดหมายปลายทางยอดนิยม เช่น สมุย สุโขทัย พนมเปญ เสียมเรียบ และหลวงพระบาง

นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รักษาการ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Etihad Guest เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์และเพิ่มคุณค่าให้กับโปรแกรมฟลายเออร์โบนัส ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบางกอกแอร์เวย์สในการมอบประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมายและโอกาสในการใช้คะแนนสะสมที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นให้แก่สมาชิก ผ่านเครือข่ายเส้นทางบินระดับโลกของเอทิฮัดแอร์เวย์ส สมาชิกฟลายเออร์โบนัสจะสามารถเดินทางเชื่อมต่อสู่จุดหมายปลายทางสำคัญทั่วโลกได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมสัมผัสบริการแบบ Boutique Experience อันเป็นเอกลักษณ์ของบางกอกแอร์เวย์ส"

Mark Potter กรรมการผู้จัดการ Etihad Guest กล่าวว่า "การร่วมมือกับบางกอกแอร์เวย์สในครั้งนี้ ช่วยยกระดับคุณค่าให้กับโปรแกรม Etihad Guest และเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถใช้ไมล์สะสมแลกรางวัลการเดินทางได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเดินทางไปที่ใด ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญและได้รับความนิยมสูงสุดของเรา ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้สมาชิกสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากการใช้ไมล์ Etihad Guest ตลอดการเดินทาง เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับสมาชิกฟลายเออร์โบนัสสู่ประสบการณ์การเดินทางกับเอทิฮัด พร้อมสัมผัสการบริการแบบ Emirati Hospitality อันเป็นเอกลักษณ์ และเปิดประสบการณ์การเดินทางสู่จุดหมายปลายทางทั่วโลกผ่านเครือข่ายของเอทิฮัด"

ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของเอทิฮัดแอร์เวย์ส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันที่ทางสายการบินฯ เดินหน้าขยายเครือข่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมศักยภาพการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคกับกรุงอาบูดาบี โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของสายการบิน ซึ่งปัจจุบันให้บริการวันละ 6 เที่ยวบิน และตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เอทิฮัดจะนำเครื่องบิน Airbus A380 มาให้บริการในหนึ่งเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพฯ เพื่อรองรับความต้องการเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี

https://www.ryt9.com/s/prg/12817316

ที่อยู่

306/20-21 ถนน ประจักษ์ศิลปาคม
Udon Thani
41000

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 20:00
อังคาร 10:00 - 20:00
พุธ 10:00 - 20:00
พฤหัสบดี 10:00 - 20:00
ศุกร์ 10:00 - 20:00
เสาร์ 10:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ At Here Co., Ltd. Travel Agentผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง At Here Co., Ltd. Travel Agent:

แชร์

ประเภท