04/23/2026
#โกดังหนังเล่าเรื่อง วงการนักเขียนไทยไม่โต นักเขียนโดนเอาเปรียบตลอด ค่าลิขสิทธิ์ทางปัญญาได้แค่เศษเงิน ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ระบบอุตสาหกรรมไทยทำได้แค่อยู่เป็น
ดราม่าแบนละครหงสาวดีของช่องวัน กลายเป็นเคสร้อนแรงใน โซเชียลมีเดีย หลายวันที่ผ่านมา จริงๆแล้วเรื่องนี้ในวงการบันเทิงไทย โดยเฉพาะคนสร้างมักมีเคสปัญหาเกิดขึ้นแบบออกมาเรื่อยๆ เพียงแค่ นักเขียนหน้าใหม่ ไร้เครดิต ไม่กล้าออกมาพูด ไม่กล้าออกมาร้องเรียน เพราะไม่มีพื้นที่จะร้องเรียน ไร้ลายลักษณ์อักษรในการทำสัญญา นักเขียนหน้าใหม่บางคนตั้งใจเขียนโดนหลอกใช้ให้เขียนฟรี ทั้งที่มีประสบการณ์ แต่กลับไม่ได้เครดิต ความมักง่ายของผู้จัดละคร นายทุนหลายเจ้าที่มักให้คุณค่านักแสดงนำ ค่าเช่าสถานที่ แล้วอยากทำเรื่องโน่นเรื่องนี้อยากได้ ต้นแบบพิมพ์เขียวความสำเร็จจากเกาหลี อยากมาใส่ในไทยก็ทำ บางคนบี้นักเขียนจะเอาอย่างโน่นอย่างนี้ ทั้งที่ผู้จัดละครบางคนคิดเรื่อง ขึ้นโครงเรื่องไม่ได้ด้วยซ้ำ ทำได้แค่เอานิยายเก่ามาสร้าง ยุคนี้มีนักเขียนนิยายออนไลน์เยอะ ทั้งงานวาย และไม่วาย เลยเป็นช่องทางง่ายกว่าจะไปซื้อหรือขอเจรจาจากนักเขียนชื่อดัง
แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเห็นอกเห็นใจคืออาชีพนักเขียนบทในประเทศ ที่โดนกดค่าแรงจากนายทุน ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือละคร ที่มักจะจบงานด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องมาพึ่งพากลุ่มคนเหล่านี้และกดราคาค่าเขียนอย่างเลือดเย็น ตัดเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง นักเขียนบางคนทำการบ้านหนักหน่วง หยิบประสบการณ์ชีวิต หรือไปนั่งสัมภาษณ์บางอาชีพแบบเจาะลึก ทุ่มเทลงแรง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเศษเงิน บางคนไม่ได้ถึงแสนบาทด้วยซ้ำ แถมบางคนโดนหลอกใช้ฟรี ปากบอกจะให้เงิน แต่ถึงเวลาจริงกลับโยนเงินให้เพียงไม่กี่พันบาทให้มันคุ้มค่ามั้ยแบบนี้
อาชีพคนเขียนบทตำแหน่งสำคัญขนาดนี้แต่กลับไม่สามารถดูแลปากท้อง ต้องไปรับเขียนซ้อนๆกันหลายเรื่อง แถมนักเขียนบทละครที่มีดีกรีละครมีเครดิตรางวัลมากมาย ยังไปเอาเด็กมาเขียนแทน แต่พอถึงเวลาจริงใส่ชื่อตัวเองไปรับรางวัลแทน บางคนมาด้วยทฤษฎีบรรยายหลักการเน้นๆ ทำบทประสบความสำเร็จไม่กี่เรื่อง ก็สถาปนาตัวเองเป็นคนดังในชั่วพริบตา ทั้งที่บทแม่งโคตรป่วย หรือบางประเภทซีรีส์ประสบความสำเร็จ คิดค่าคอร์สแพงฟังความสำเร็จ
อยากจะบอกตรงๆในฐานะสื่อมวลชน การทำหนัง ละคร ซีรีส์ มันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีคนชอบคอนเทนต์เราไปทั้งหมด บางคนชอบวาย บางคนชอบทริลเลอร์ บางคนชอบตลก บางคนอยากเห็นสื่อบันเทิงที่เสียดสีสังคมไทยแบบตรง เห็นผู้จัดละครไทยมากมายยังหลอกตัวเองไปวันๆวงการจะดีขึ้น แค่เม็ดเงินในการลงทุนให้นักเขียนบทคุณยังไม่จริงใจเลย มีค่ายหนึ่งชื่อดังค่ายหนึ่ง กล่าวเอาไว้ว่า ถ้าทำไม่มีทุน สิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด คือหากลุ่มคนดูให้เจอ แล้วตกผลึกพัฒนาบทให้ดีที่สุด ถกเถียงหาทางออก หาภารกิจที่ตัวละครต้องเจอแล้วแก้ปัญหาคลี่คลายปมออกมาให้ดีที่สุด สิ่งที่อยากจะบอกคือการลงทุนกับบทงานเขียนมันโคตรสำคัญ ไม่ใช่กดเงิน คุณภาพงานนักเขียนไทยไม่ได้แพ้ชาติใดในโลก แต่มันกลับย่ำแย่ เพราะนายทุนใช้ช่องโหว่กดเงิน หรือไม่ก็มีข้ออ้างว่าเป็นแรงบันดาลใจตลกร้ายที่ขำไม่ออก ประเทศไทยเรื่อง IP ลิขสิทธิ์ทางปัญญา เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ผู้จัดนายทุนไม่มีใครเห็นคุณค่า นักเขียนฟอร์มทีมแทบเป็นแทบตาย คิดคอนเซ็ปต์เล่าเรื่องให้สอดคล้องสังคมทำได้ยาก มันเลยมีแต่ละครประโลมโลกสูตรเดิมๆ เหนังมันไม่มีสูตรสำเร็จ โดยเฉพาะคนดูไทย ที่เดาใจตลาดได้ยาก นับตั้งแต่มีโควิด อุตสาหกรรมบันเทิงไทยได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ผู้จัดละครไทยหนีตายไป Mono, Truevisionsnow, Thaipbs
และเชื่อว่าอีกไม่นานวงการนักเขียนไทย จะได้รับผลกระทบไปเต็มๆ คนที่อยู่รอดได้ในยุคต่อไป คือคนที่จบงานเองได้ตั้งแต่ไอเดีย ขึ้นโครงเรื่อง วางรายละเอียด ฉากเปิดให้น่าจดจำ ปัญหาอุปสรรคที่ตัวละครต้องหาหนทางแก้ไข และฉากจบจบที่ต้องตั้งคำถามต่อสังคม โลกทุกวันนี้หมุนไปข้างหน้า ไม่ได้ถอยหลัง มีแต่คนที่ไม่ทันโลกเท่านั้น ที่จะถูกระบบ Disrupt เท่านั้น
ที่นี้ถามว่าทำไมนักเขียนไทยถึงได้ค่าแรงน้อย ปัญหาคือมันไม่เคยมีองค์กรไหนท้าชนต่อสู้ที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นจริง ต้องจ่ายเงินค่าเขียนเท่าไหร่ไม่มี อาศัยสนิทกันเอานิยายไปดัดแปลง ยุคก่อนละครอยู่ได้ด้วยเรตติ้งฮิตถล่มทลาย ผู้จัดก็เอาพระเอกนางเอกไปขายโฆษณาหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แต่ยุคนี้พวกเขาทำไม่ได้อีกแล้ว คนเขียนบทคือตำแหน่งสำคัญมากๆ เพราะบางคนแทบจะออกไอเดีย คิดคอนเซ็ปต์เรื่องให้เลยด้วยซ้ำ ที่เกาหลีใต้ตำแหน่งคนเขียนบทโคตรสำคัญ และเป็นคนกำหนดทิศทางเรื่องมากกว่าผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ซะด้วยซ้ำ ตัดภาพกลับมาดูที่เมืองไทย คนเขียนบทได้ค่าแรงน้อย แถมไม่เป็นธรรมอีกตั้งหาก แต่ทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่ใช้บิ๊กเนม ไม่มีเส้นสายดีกรีมหาวิทยาลัยชื่อดัง คุณแทบไม่มีโอกาสเลย ทำได้แค่แค้นเจ็บใจเสียค่าโง่ สิ่งที่นักเขียนไทยต้องการคืออิสระ เสรีภาพในการจ้างงานแบบมีคู่สัญญา จ่ายเงินตรงเวลา แต่ทุกวันนี้ยังมีค่ายหนังไทยบางเจ้ายังหลอกใช้เด็กเขียนฟรีแล้วบทไม่ถูกใจก็ไม่จ่ายเงินอยู่เลย ทุกวันนี้ทุกคนวิ่งเข้าหา Netflix เพื่อหวังเปิดกล้อง แต่ถามจริง จะมีไอเดียล้ำๆสะท้อนสังคมสักกี่เรื่องที่จะทำผ่าน ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริงที่เคยโดนกระทำมาหรือมีบาดแผลในอดีตหรือประเด็นเชื่อมโยงกับภัยร้ายในสังคม ก็ในเมื่อคนทำสื่อบันเทิงไทย มองเลนส์ในโลกของคนชนชั้นนำ คนรวย พวกเขาไม่มีวันเข้าใจคนจนตรอก คนชนชั้นกลางอย่างแท้จริง
ลิขสิทธิ์ทางปัญญาเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญมากๆที่วงการบันเทิงไทยกลับละเลย มันถึงเวลาแล้วที่จะตระหนักเห็นคุณค่า นักเขียนเสียสละพลังกายพลังใจเพื่ออยากทำสื่อบันเทิงดีๆเปลี่ยนแปลงสังคม พวกเขาสมควรได้รับเงินที่คุ้มค่าตัวมากกว่าไปทุ่มเพื่อนักแสดงที่อยู่ในกระแสหรือมีโฆษณาเยอะๆ มันมากเกินไป ตัวประกอบ ตัวสมทบกลับได้รับอภิสิทธิ์ในการถ่ายที่น้อยกว่า มันถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงให้ความเท่าเทียมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ทุกคนมีภาระต้องจ่าย โลกเดินไปข้างหน้าไม่ได้ถอยหลัง ใครไม่พร้อมก็ควรเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ เทรนด์หนังซีรีส์มันเปลี่ยนแปลงในทุกๆ 10 ปี ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลงไม่อัพเดตเทรนด์ คุณก็คือคนแก่ๆที่ไม่ทันโลก ที่สำคัญบอกได้เลยว่าเด็กต่างจังหวัดทำหนังสั้นได้ดีกว่าค่ายละครไทยบางเจ้าที่กระเสือกกระสนหางานดิ้นหนีตายในเฮือกสุดท้ายเสียอีก ในวันที่วงการมันกำลังจะพัง
บทความนี้เขียนจากการได้เข้าสัมภาษณ์คลุกคลีกับโปรดิวเซอร์ที่ได้ทำงานร่วมกับ Netflix